เนชั่นทีวี

ข่าว

เปิดลึก “ศึกหัวจ่าย” หัวคะแนนซื้อแบบไหน ถึงได้เข้าสภา?

21 ม.ค. 2569

เปิดลึก “ศึกหัวจ่าย” หัวคะแนนซื้อแบบไหน ถึงได้เข้าสภา?

เปิดลึก “ศึกหัวจ่าย” ซื้อแบบไหนได้เข้าสภา? หัวคะแนนมีวิธีการทำยังไง เปิดสูตรคำนวณตัวเลข จนถึงวันเข้าคูหากาเบอร์

อีก 18 วัน จะถึงวันเลือกตั้ง 69 ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ขณะที่กระแสการซื้อเสียงดักระหึ่มขึ้นทุกขณะ จนถึงขั้นปูดตัวเลขซื้อเสียงหัวละ 7,500 บาท ซึ่งหลายฝ่ายรวมถึง กกต. ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า น่าจะไม่ใช่ข่าวจริง อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาในการเลือกตั้งทั้งระดับท้องถิ่น และสนามใหญ่ สส. มีข่าวหนาหูและมีการดำเนินคดีกับหัวคะแนน ผู้ซื้อเสียงอยู่เนืองๆ

 

เปิดวิธีการซื้อเสียงของหัวคะแนน หัวละเท่าไหร่

 

 1. ยอดเงินซื้อเสียงสูงสุดที่ได้ทราบมา คือ หัวละ 10,000 บาท แต่เป็นการเลือกตั้งระดับเทศบาลตำบล (ประชากร 7,000 คน ซื้อ 4,000 เสียง ลงทุน 40 ล้าน แพ้ไม่ได้ ยังดีกว่าจ่าย 10-20 ล้านแล้วแพ้)

เปิดลึก “ศึกหัวจ่าย” หัวคะแนนซื้อแบบไหน ถึงได้เข้าสภา?

 

 2. การเลือกตั้ง สส. ราคาต่ำกว่า เพราะเขตใหญ่ ประชากรมาก

 

 - ประชากรต่อเขตเลือกตั้ง คือ 160,000 คน

 

 - ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ราวๆ 120,000 คน

 

 - ผู้ไปใช้สิทธิ์ 75% ราวๆ 90,000 คน

 

 - หักฐานเสียงคู่แข่งออกไป

 

 - กำหนดเป้าหมาย ต้องการคะแนนทะลุ 30,000 เสียง ต้องซื้อ 60,000 คน

 3. วิธีการ

 

 - วางเครือข่ายหัวคะแนน => หัวจ่าย (ส่วนใหญ่เป็นคนทำงานท้องถิ่น ท้องที่)

 

 - หัวจ่าย 1 คน ดูแล 50 คน (ป้องกันความมั่ว สับสน ทับซ้อน)

 

 - โค้งแรกก่อนเลือกตั้ง หัวจ่ายออกจดชื่อ หาคะแนน (คนที่ยินดีรับเงิน)

 

คำถามยอดฮิต “ที่บ้านมีกี่คน…” ถามในฤดูเลือกตั้งเป็นที่รู้กัน

 

ถ้าตอบว่า “ไม่เป็นไร จะไปเลือกอยู่แล้ว” แปลว่า ไม่รับ ไม่เอาด้วย มีพรรคอื่นในใจ

 

ถ้าตอบว่า “ที่บ้านมี…(จำนวน) คน” แปลว่า “ดีล”

 

 - จดชื่อ เลขบัตรประชาชน และจำนวน รวบรวมส่ง “ศูนย์ประสานงานของผู้สมัครพรรคตัวเองในเขตนั้น”

 

 - ศูนย์ฯ ตรวจเช็กรายชื่อ ไม่ให้หัวจ่ายแต่ละคนซ้ำซ้อนกัน คัดกลุ่มเสี่ยงออก

 

 - เช็กชื่อเสร็จ จำนวนครบ จ่ายรอบแรก ราคาเฉลี่ยหัวละ 500 บาท

 

 - หัวจ่ายได้ 100 บาทต่อหัว แยกต่างหาก ป้องกัน “การอม”

 

 - พรรคทำโพลวัดความนิยมเป็นระยะ ถ้ายังสู้ได้ ก็จะค่อยๆ ปล่อยเงินให้ทำกิจกรรมเป็นงวดๆ

 

 - โค้งสุดท้าย ก่อนเลือกตั้ง หรือคืนหมาหอน หัวจ่าย “แจกย้ำเบอร์”

 

แข่งไม่ดุ นอนมา => 500+

 

แข่งดุ ไม่แน่นอน => 1,000+

 

แข่งเดือด ชิงดำ => อาจมีท็อปอัพเฉพาะกลุ่มเสี่ยง กันพลาด

 

 - หลังนับคะแนน ถ้าได้ตามเป้า หัวจ่ายได้โบนัสคนละ 1-2 ขีด

 

จำนวนเงินที่ใช้ต่อเขต จะอยู่ที่ 30 - 60 ล้านบาท++

 

4. ”รีเช็ก - สกัดอม”

 

 - หัวจ่ายรับผิดชอบ “สายของตัวเอง” ตามไปเฝ้าถึงหน้าหน่วย

 

 - 1 หน่วยเลือกตั้งมีผู้มีสิทธิ์ 600-800 คน

 

  - 1 เขตมี 100-200 หน่วยเลือกตั้ง ต้องการหน่วยละ 400 คะแนน ใช้หัวจ่ายหน่วยละ 8 คน ทั้งเขต 800 คน => เครือข่ายหัวคะแนนจึงต้องใหญ่มาก และแข็งแกร่งมาก

 

 - ใช้วิธีเฝ้าหน้าหน่วย กดดัน และมีกลไกเทียบคะแนน โดยนัดแนะให้กาบางเบอร์ในบัตรปาร์ตี้ลิสต์ แล้วนำคะแนนมาเทียบกับจำนวนที่ซื้อเสียงไว้

 

5.โอกาสของความผิดพลาด

 

 หนึ่ง  หัวจ่าย “อมเงิน” ไปไม่ถึงผู้ลงคะแนน

 

 สอง จ่ายจริงแต่เงินไปไม่ทั่วถึง เพราะซื้อแต่ผู้ใหญ่ แล้วบังคับเด็กไม่ได้ ทำให้คะแนนพลาดเป้า

 

 สาม ความเสี่ยงของระบบหัวจ่าย

 

- ซื้อเด็กไม่ได้

 

- ซื้อบ้านมีรั้วไม่ได้

 

- ซื้อคนมีการศึกษา ล็อกผลไม่ได้

 

สรุป : ระบบหัวจ่าย และเงิน ใช้ไม่ได้ในบางพื้นที่ บางจังหวัด บางกลุ่มอายุ และบางยุคของการเลือกตั้ง

 

 6.วิธีเก็บบัตรประชาชน ยังมีอยู่หรือไม่

 

 - เก็บบัตรฯ มี 2 แบบ

 

พื้นที่ห่างไกล : เต็มใจขาย แสดงความจริงใจ อยากได้เงินก้อน เงินมัดจำ จึงยอมให้บัตร

 

พื้นที่ทั่วไป : ซื้อบัตรฯ เพื่อสกัดลงคะแนนให้คนอื่น (เรียกว่า “ซื้อออก”)

 

 “เขาควาย” แพงกว่าจ่ายแลกแต้ม?

 

 - วิจารณ์กระหึ่มคำพูด นายกฯอนุทิน “ซื้อเสียง 7,500 บาท? …. ซื้อเขาควาย 700 บาทเอง ใครเป็นคนจ่าย 7,500 บาท แจ้งด้วยเดี๋ยวจะซื้อเขาควายครอบให้”

 

 - นัยของคำพูดนี้คืออะไร?

 

1.ซื้อเสียง 7,500 บาท แพงเกินไป แพงกว่าเขาควาย

 

แปลว่าซื้อเสียงราคานี้ไม่น่าจะจริง เพราะรู้ดีว่าของจริงถูกกว่านี้

 

2.เปรียบเทียบกับเขาควาย ราคา 700 บาท

 

แปลว่ารู้ราคาซื้อเสียงว่าถูกกว่าราคาเขาควาย

 

3.ใครจ่าย 7,500 บาท (เพื่อซื้อเสียง) จะซื้อเขาควายไปครอบให้

 

แปลว่าใครจ่ายเงินซื้อเสียงด้วยยอดเงิน 7,500 บาท เป็นคนโง่ (เปรียบกับควาย เอาเขาควายไปครอบ)

 

แปลว่ารู้ข้อมูลว่าเขาซื้อกันไม่ถึง 700 

 

- รู้แบบนี้แล้วยังไงต่อ?

 

- นายกฯ ออกตัวว่า ตัวเองไม่เคยทำ และไม่หลงกลที่สื่อถามนำ

 

- แต่การที่นายกฯตอบแบบนี้ โดยเฉพาะการเปรียบเทียบกับราคาเขาควาย ถือว่าเหมาะสมกับสถานะผู้นำประเทศหรือไม่

 

เพราะตีความได้ว่า รู้ว่ามีการซื้อเสียง แต่ไม่ใช่ราคาสูงขนาดนี้ แล้วนายกฯจะทำอย่างไร ในฐานะผู้นำประเทศ และผู้ที่มีหน้าที่ป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งร่วมกับ กกต.