สอย สว.ลำพูน! ศาลฎีกา สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง “วิเชียร” 10 ปี
15 ม.ค. 2569
ศาลฎีกา พิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง "วิเชียร ชัยสถาพร" สว.ลำพูน เป็นเวลา 10 ปี ปมกรอกข้อมูลเท็จในใบแนะนำตัว (สว. 3)
ข่าว
15 ม.ค. 2569
ศาลฎีกา พิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง "วิเชียร ชัยสถาพร" สว.ลำพูน เป็นเวลา 10 ปี ปมกรอกข้อมูลเท็จในใบแนะนำตัว (สว. 3)
15 มกราคม 2569 ศาลฎีกา เผยแพร่ประกาศศาลฎีกา เรื่อง แจ้งคำสั่งศาลฎีกา ระบุว่า ด้วยคดีเลือกตั้งหมายเลขดำ ที่ ลต สว 10/2568 หมายเลขแดงที่ ลต สว 1/2569 ระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ร้อง นายวิเชียร ชัยสถาพร ผู้คัดค้าน เรื่องพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาฯ (ขอเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง)
ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ นายวิเชียร ชัยสถาพร ผู้คัดค้าน เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา ประกาศ ณ วันที่ 14 มกราคม 2569
"วิเชียร ชัยสถาพร" และเส้นทางสู่สภาสูง
นายวิเชียร ชัยสถาพร เป็นนักธุรกิจผู้มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมอุปโภคบริโภคของประเทศไทย โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวและเครื่องดื่มรายใหญ่
ข้อมูลจากการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น ณ เดือนเมษายน 2567 ระบุว่านายวิเชียรถือครองหุ้น บมจ.หนึ่งในสัดส่วนร้อยละ 10 และมีสถานะเป็นกรรมการบริหารและรองกรรมการผู้จัดการสายงานการผลิต
การตัดสินใจเข้าสู่สนามการเมืองของนายวิเชียรเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2567 โดยเขาได้ลาออกจากตำแหน่งบริหารทั้งหมดในบริษัท โดยอ้าง "ภารกิจอื่น" เพื่อเตรียมตัวสมัคร สว. ในกลุ่มที่ 16 (กลุ่มศิลปะ วัฒนธรรม ดนตรี การแสดง และบันเทิง นักกีฬา หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน)
การเลือกกลุ่มอาชีพที่ 16 ของนายวิเชียร สร้างความฉงนให้กับแวดวงธุรกิจและนักสังเกตการณ์ทางการเมือง เนื่องจากประสบการณ์หลักของเขาคือ การบริหารธุรกิจอุตสาหกรรม ซึ่งควรจะจัดอยู่ในกลุ่มที่ 11 (กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจอุตสาหกรรม) หรือกลุ่มที่ 10 (กลุ่มผู้ประกอบวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม)
ข้อเท็จจริงและลำดับเหตุการณ์ในคดีเพิกถอนสิทธิสมัคร
คดีของนายวิเชียร ชัยสถาพร เริ่มต้นขึ้นจากการร้องเรียนต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ภายหลังจากที่เขาได้รับเลือกเป็น สว. อันดับต้นๆ ของกลุ่มที่ 16 ด้วยคะแนนเสียง 59 คะแนนในระดับประเทศ ข้อร้องเรียนสำคัญมุ่งเน้นไปที่การให้ข้อมูลเท็จในเอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร (สว. 3) ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของความสุจริตในระบบการเลือกกันเอง
ประเด็นการอ้างสถานะ "ผู้เชี่ยวชาญด้านประหยัดพลังงานของกระทรวงอุตสาหกรรม"
ในแบบ สว. 3 นายวิเชียร ระบุประวัติการทำงานและประสบการณ์ว่าตนเองเป็น "ผู้เชี่ยวชาญด้านประหยัดพลังงานของกระทรวงอุตสาหกรรม" ข้อมูลนี้ถูกใช้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและดึงดูดคะแนนจากผู้สมัครรายอื่นในกลุ่มเดียวกัน อย่างไรก็ตาม จากการไต่สวนของ กกต. พบข้อเท็จจริงที่คลาดเคลื่อน
ความเป็นจริง: นายวิเชียร เพียงเคยเข้าร่วมการฝึกอบรมหลักสูตร "ผู้เชี่ยวชาญด้านการประหยัดพลังงาน" ที่จัดโดยกรมอนุรักษ์พลังงาน (ในขณะนั้น) เมื่อปี พ.ศ. 2534 ซึ่งเป็นการอบรมระยะสั้นเพื่อความรู้ในภาคเอกชน นอกจากนี้ การระบุข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (สว.3) ว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านประหยัดพลังงานของกระทรวงอุตสาหกรรม" ซึ่งเป็นประวัติการทำงาน หรือประสบการณ์ในการทำงานอื่น นอกเหนือจากในกลุ่มที่ตนสมัครและไม่ตรงต่อความเป็นจริง
ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเห็นว่าการระบุตำแหน่งดังกล่าวไม่ใช่เพียงความเข้าใจผิดเล็กน้อย แต่เป็นการสร้าง "โปรไฟล์" ที่สูงเกินจริง เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครรายอื่นลงคะแนนให้ ซึ่งเป็นการกระทำที่ทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
