และมีตัวอย่างที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง กรุงลอนดอนแบนโฆษณาอาหารขยะในระบบขนส่งปี 2019 ผลคือ ครัวเรือนลดการซื้ออาหารแคลอรีสูงได้เฉลี่ย 1,000 แคลอรีต่อสัปดาห์ และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ รายได้จากโฆษณาของเมืองไม่ได้ลดลง แต่กลับ เพิ่มขึ้น จากการปรับตัวของผู้ลงโฆษณารายอื่น
ในชิลี การจำกัดโฆษณาอาหารฟาสต์ฟู้ดช่วยลดการซื้อเครื่องดื่มน้ำตาลได้ถึง 24% ส่วนในนอร์เวย์ การแบนโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผลักดันให้บริษัทต่าง ๆ พัฒนาเบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ต่ำหรือไม่มีแอลกอฮอล์แทน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหวังว่าจะเกิดแบบเดียวกันกับอุตสาหกรรมพลังงาน
ขณะที่ผลสำรวจ CAPABLE ใน 13 ประเทศ EU จากผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 19,000 คน พบว่า 46.6% สนับสนุนการแบน ส่วนผู้คัดค้านมีเพียง 24.9% เท่านั้น
🔵 [ภาคธุรกิจสู้คืน ความท้าทายยังเต็มไปหมด]
แน่นอนว่าไม่มีนโยบายใดที่ไม่มีแรงต้าน
- ในเนเธอร์แลนด์ สมาคมการท่องเที่ยว ANVR ฟ้องกรุงเฮกว่าละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แต่สุดท้ายศาลตัดสินให้เมืองชนะ โดยระบุว่านโยบายนี้ช่วยต่อสู้กับภาวะโลกร้อนได้จริง
- ในสหรัฐอเมริกา เรื่องนี้ยากกว่ามาก เพราะการโฆษณาได้รับการคุ้มครองภายใต้รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ทำให้กลุ่มเคลื่อนไหวต้องหันไปใช้การฟ้องร้องทางกฎหมายแทน
ยังมีความกังวลอีกว่า บริษัทใหญ่อาจใช้ผลิตภัณฑ์สีเขียวเล็ก ๆ เป็นข้ออ้างโฆษณาภาพลักษณ์ เพื่อดึงดูดใจผู้บริโภค แต่แท้จริงกลับยังขายผลิตภัณฑ์ฟอสซิลเป็นหลัก หรือที่เรียกว่า "ฟอกเขียว" (Greenwash) นอกจากนี้ รัฐบาลยังแทบควบคุมโฆษณาออนไลน์ไม่ได้เลย ซึ่งเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ที่ยังต้องแก้ไข
🔵 [ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือเรื่องความยุติธรรม]
เอลิซา มอร์เกรา ผู้รายงานพิเศษ UN ด้านสิทธิมนุษยชนและสภาพภูมิอากาศ ย้ำว่าโฆษณาฟอสซิลได้หล่อหลอมการรับรู้ของสาธารณชนมานานหลายทศวรรษ โดยเน้นแต่บทบาทในการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ ไม่เคยนำเสนอผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน เลยสักครั้ง
เป้าหมายสูงสุดของการแบนโฆษณาจึงไม่ใช่แค่ลดคาร์บอน แต่คือการ เปลี่ยนค่านิยมของสังคม ที่ยึดโยงความสำเร็จและความมั่งคั่งเข้ากับการบินไปต่างประเทศ หรือการขับรถ SUV คันใหม่ เมื่อโฆษณาเหล่านี้หายไปจากชีวิตประจำวัน ค่านิยมใหม่อาจค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในที่ว่างนั้น
สุดท้ายแล้ว คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าเมืองไหนจะแบนโฆษณาเป็นเมืองถัดไป แต่คือ เราในฐานะผู้บริโภคได้ตัดสินใจเลือกจากข้อมูลที่แท้จริง หรือจากภาพสวยงามที่ใครบางคนวาดให้เราดูมาตลอด?
แล้วถ้าวันนึงโฆษณาเที่ยวบินหายไปจากหน้าฟีดของคุณ คิดว่าพฤติกรรมการเดินทางของคุณจะเปลี่ยนไปไหม?