svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : ทั่วโลกแบนโฆษณาสายการบิน รถยนต์สันดาป และเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดโลกร้อน-เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค คลื่นนโยบายใหม่ที่กำลังเขย่าวงการโฆษณาระดับโลก

25 ก.พ. 2569

ถ้าโฆษณาสายการบินหายไปจากป้ายบิลบอร์ดทุกแห่ง คุณจะยังอยากบินเที่ยวบ่อยแค่เดิมอยู่ไหม? เมื่อไม่นานมานี้ หลายคนอาจสังเกตว่าเมืองใหญ่ในยุโรปเริ่มดูเงียบขึ้นผิดปกติ

ป้ายบิลบอร์ดที่เคยเต็มไปด้วยภาพชายหาดเมืองนอกหรือรถ SUV สุดหรู กำลังถูกรื้อออกทีละแผ่น ทีละเมือง

และนั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

🔵 [เมื่อโลกเริ่มบอกว่า "โฆษณาพวกนี้ต้องหยุด"]
กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ กลายเป็นเมืองแรกของโลกที่ผ่านกฎหมายท้องถิ่นในปี 2024 สั่งห้ามโฆษณาผลิตภัณฑ์คาร์บอนสูงทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นตั๋วเครื่องบิน รถยนต์สันดาป หรือเรือสำราญ ตามมาด้วย กรุงอัมสเตอร์ดัม ที่ประกาศจะบังคับใช้กฎหมายแบนโฆษณาเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างเต็มรูปแบบในปี 2026 ครอบคลุมถึงโฆษณาเนื้อสัตว์และเที่ยวบินราคาถูกด้วย

คลื่นนโยบายนี้ลามเร็วกว่าที่คิด เมื่อเมืองใหญ่อย่างฟลอเรนซ์ในอิตาลี สต็อกโฮล์มในสวีเดน เอดินบะระและเชฟฟิลด์ในสหราชอาณาจักร ต่างทยอยออกคำสั่งห้ามโฆษณาบริษัทฟอสซิลบนพื้นที่สาธารณะของตน ส่วนในระดับประเทศ ฝรั่งเศสถือเป็นประเทศแรกในยุโรปที่สั่งแบนโฆษณาเชื้อเพลิงฟอสซิลตั้งแต่ปี 2022 ขณะที่สเปนเพิ่งลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายลักษณะเดียวกันเมื่อเร็ว ๆ นี้

🔵 [เชื้อเพลิงฟอสซิล = "ยาสูบชนิดใหม่" ของโลก?]
คำเปรียบเปรยนี้ไม่ได้มาจากนักเคลื่อนไหวธรรมดา แต่มาจาก มาเรีย เนรา ผู้อำนวยการฝ่ายสาธารณสุขและสภาพภูมิอากาศขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ชี้ว่าโฆษณาฟอสซิลทำหน้าที่เดียวกับโฆษณาบุหรี่ในอดีต คือ "สร้างความคุ้นเคยและส่งเสริมพฤติกรรมที่ทำลายตัวเอง"

ด้าน อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ถึงกับออกมาเรียกร้องให้ทุกประเทศสั่งแบนโฆษณาของอุตสาหกรรมฟอสซิลโดยสิ้นเชิง โดยชี้ว่าบริษัทโฆษณาและ PR คือ "ผู้ช่วยและสนับสนุน" การบิดเบือนข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศ

แล้วตัวเลขพูดว่าอะไร?

งานวิจัยปี 2022 พบว่าสายการบินที่ใช้งบโฆษณามากที่สุด มียอดขายตั๋วสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ และยิ่งไปกว่านั้น การโฆษณาโดยรวมในสหราชอาณาจักรเป็นสาเหตุของการปล่อยก๊าซคาร์บอนเพิ่มขึ้นถึง 32% ของประชากรทั้งหมด

🔵 [แบนโฆษณาแล้วโลกจะดีขึ้นได้จริงไหม?]
IPCC หรือคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเมินว่ากลยุทธ์ควบคุมความต้องการ (Demand-side strategies) ซึ่งรวมถึงการควบคุมโฆษณา อาจช่วยลดการปล่อยมลพิษทั่วโลกได้สูงถึง 40-70% ภายในปี 2050

และมีตัวอย่างที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผลจริง กรุงลอนดอนแบนโฆษณาอาหารขยะในระบบขนส่งปี 2019 ผลคือ ครัวเรือนลดการซื้ออาหารแคลอรีสูงได้เฉลี่ย 1,000 แคลอรีต่อสัปดาห์ และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ รายได้จากโฆษณาของเมืองไม่ได้ลดลง แต่กลับ เพิ่มขึ้น จากการปรับตัวของผู้ลงโฆษณารายอื่น

ในชิลี การจำกัดโฆษณาอาหารฟาสต์ฟู้ดช่วยลดการซื้อเครื่องดื่มน้ำตาลได้ถึง 24% ส่วนในนอร์เวย์ การแบนโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ผลักดันให้บริษัทต่าง ๆ พัฒนาเบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ต่ำหรือไม่มีแอลกอฮอล์แทน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหวังว่าจะเกิดแบบเดียวกันกับอุตสาหกรรมพลังงาน

ขณะที่ผลสำรวจ CAPABLE ใน 13 ประเทศ EU จากผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 19,000 คน พบว่า 46.6% สนับสนุนการแบน ส่วนผู้คัดค้านมีเพียง 24.9% เท่านั้น

🔵 [ภาคธุรกิจสู้คืน ความท้าทายยังเต็มไปหมด]


แน่นอนว่าไม่มีนโยบายใดที่ไม่มีแรงต้าน

  • ในเนเธอร์แลนด์ สมาคมการท่องเที่ยว ANVR ฟ้องกรุงเฮกว่าละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แต่สุดท้ายศาลตัดสินให้เมืองชนะ โดยระบุว่านโยบายนี้ช่วยต่อสู้กับภาวะโลกร้อนได้จริง
  • ในสหรัฐอเมริกา เรื่องนี้ยากกว่ามาก เพราะการโฆษณาได้รับการคุ้มครองภายใต้รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 1 ทำให้กลุ่มเคลื่อนไหวต้องหันไปใช้การฟ้องร้องทางกฎหมายแทน


ยังมีความกังวลอีกว่า บริษัทใหญ่อาจใช้ผลิตภัณฑ์สีเขียวเล็ก ๆ เป็นข้ออ้างโฆษณาภาพลักษณ์ เพื่อดึงดูดใจผู้บริโภค แต่แท้จริงกลับยังขายผลิตภัณฑ์ฟอสซิลเป็นหลัก หรือที่เรียกว่า "ฟอกเขียว" (Greenwash) นอกจากนี้ รัฐบาลยังแทบควบคุมโฆษณาออนไลน์ไม่ได้เลย ซึ่งเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ที่ยังต้องแก้ไข

🔵 [ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือเรื่องความยุติธรรม]

เอลิซา มอร์เกรา ผู้รายงานพิเศษ UN ด้านสิทธิมนุษยชนและสภาพภูมิอากาศ ย้ำว่าโฆษณาฟอสซิลได้หล่อหลอมการรับรู้ของสาธารณชนมานานหลายทศวรรษ โดยเน้นแต่บทบาทในการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ ไม่เคยนำเสนอผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน เลยสักครั้ง

เป้าหมายสูงสุดของการแบนโฆษณาจึงไม่ใช่แค่ลดคาร์บอน แต่คือการ เปลี่ยนค่านิยมของสังคม ที่ยึดโยงความสำเร็จและความมั่งคั่งเข้ากับการบินไปต่างประเทศ หรือการขับรถ SUV คันใหม่ เมื่อโฆษณาเหล่านี้หายไปจากชีวิตประจำวัน ค่านิยมใหม่อาจค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในที่ว่างนั้น

สุดท้ายแล้ว คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าเมืองไหนจะแบนโฆษณาเป็นเมืองถัดไป แต่คือ เราในฐานะผู้บริโภคได้ตัดสินใจเลือกจากข้อมูลที่แท้จริง หรือจากภาพสวยงามที่ใครบางคนวาดให้เราดูมาตลอด?

แล้วถ้าวันนึงโฆษณาเที่ยวบินหายไปจากหน้าฟีดของคุณ คิดว่าพฤติกรรมการเดินทางของคุณจะเปลี่ยนไปไหม?