svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

"พรรคประชาชน" เปิดตัว "รศ.ดร.นพ.บวรศม ลีระพันธ์" ทีมบริหารสาธารณสุข

10 ม.ค. 2569

"พรรคประชาชน" เปิดตัว "รศ.ดร.นพ.บวรศม ลีระพันธ์" คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ทีมบริหารสาธารณสุข แคมเปญ The Professionals เป็นคนที่ 6

10 มกราคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เปิดตัว นพ.บวรศม ลีระพันธ์ รองศาสตราจารย์ สาขาวิชาวิทยาระบบสุขภาพ โรงเรียนแพทย์รามาธิบดี

 

ถูกวางตัวเป็นทีมบริหารด้านสาธารณสุข โดยคาดว่าเป็นแคนดิเดต รมว.สาธารณสุข ตามแคมเปญ The Professionals ของพรรค พร้อมระบุว่า 

 

 

 

ในฐานะอาจารย์แพทย์คนหนึ่ง ผมเคยบอกนักเรียนแพทย์อยู่บ่อยๆ ว่า passion ที่แท้จริง ไม่ได้เริ่มจาก “สิ่งที่เราชอบ” เพราะความชอบมันเปลี่ยนง่าย วันหนึ่งเราชอบ อีกวันอาจเหนื่อย ล้า หรือเจออะไรที่น่าสนใจกว่า แล้วก็อยากเปลี่ยนทาง

วันนี้ผมเลยต้องหันกลับมาเตือนตัวเองบ้างว่า เคยสอนคนอื่นไว้แบบนี้แล้ว ตัวเองก็ต้องกล้าทำให้ได้ด้วยเหมือนกัน (ไม่อย่างนั้นคำสอนก็คงเหลือแค่คำพูดที่ไม่มีน้ำหนัก และอาจจะเจอนักเรียนแพทย์ย้อนเอาได้)

 

"พรรคประชาชน" เปิดตัว "รศ.ดร.นพ.บวรศม ลีระพันธ์" ทีมบริหารสาธารณสุข

 

 

 

สำหรับผม การค้นหา passion ใน career path ของตัวเองเริ่มจาก “สิ่งที่ไม่ชอบ” ปีนี้ผมอายุย่างเข้า 50 ปีแล้ว ยิ่งทำงานในระบบสุขภาพมานานเท่าไหร่ ยิ่งมองเห็นชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง “สิ่งที่ไม่ชอบ” ก็จะไม่มีวันหายไปไหน ระบบก็จะยังเดินไปในทิศทางเดิมต่อไป และคนจำนวนมากจะยังต้อง “แบกรับภาระ” ที่เกิดจากการออกแบบระบบสุขภาพในอดีตต่อไป 

สิ่งที่ผมไม่ชอบที่สุด คือการเห็นผู้กำหนดนโยบายสุขภาพหรือผู้บริหารระบบบริการสุขภาพออกแบบนโยบายโดยไม่รับผิดชอบกับ“ภาระ” ที่มักจะเกิดขึ้นตามมา ภาระเหล่านั้นไม่ได้ตกอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง แต่มักจะกระจายออกไปทั่วทั้งระบบสุขภาพของเรา

ความไม่เพียงพอของทรัพยากรสุขภาพทำให้ประชาชนต้องแบกรับความไม่เป็นธรรมในการใช้สิทธิขั้นพื้นฐานของตนเอง การเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพกลายเป็น “ภาระ” ที่ประชาชนต้องจ่าย 

 

คนมีเงินต้องใช้เงินเพิ่มเติม 
คนชั้นกลางต้องใช้เส้นสาย 
คนจนต้องใช้เวลารอคอยเพื่อเข้าถึงหมอเวลาเจ็บป่วย

 

ในเวลาเดียวกัน “ภาระ” จำนวนมากก็ถูกโยนไปให้หมอ พยาบาล และบุคลากรด่านหน้า โดยเฉพาะในระบบบริการสุขภาพภาครัฐ บ่อยครั้งต้องรับความเสี่ยง ทำงานเพิ่มขึ้นโดยไม่มีทรัพยากรเพิ่มเติม ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าภายใต้ระบบราชการที่บริหารจัดการยาก ปรับตัวช้า และแทบไม่เคยถูกปฏิรูปให้สอดคล้องกับการจัดการปัญหาสุขภาพในหน้างานที่ซับซ้อน ขณะเดียวกันเราก็ยังมีระบบบริการสุขภาพภาคเอกชนที่ไม่ได้ถูกกำกับดูแลในมาตรฐานเดียวกัน เราคาดหวังผลลัพธ์ใหม่ๆ แต่ยังผูกการออกแบบนโยบายสาธารณสุขและการจัดการระบบบริการสุขภาพภาครัฐไว้กับวิธีคิดแบบราชการไทยดั้งเดิม

ผมคิดถึง “สิ่งที่ไม่ชอบ” เหล่านี้ด้วยความเคารพต่อการปฏิรูประบบสุขภาพของประเทศไทยในอดีต ประเทศไทยเป็นตัวอย่างของประเทศกำลังพัฒนาเพียงไม่กี่ประเทศที่มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป็นความสำเร็จที่นานาชาติชื่นชม และเป็นนโยบายที่ช่วยยกระดับความเป็นธรรมด้านสุขภาพในสังคมไทยอย่างแท้จริง แต่ผ่านมาแล้วกว่า 25 ปี วันนี้คำถามของยุคสมัยเปลี่ยนไป เราไม่ควรถามแค่ว่าคนไทย“มีสิทธิประกันสุขภาพหรือยัง?” แต่เราต้องกล้าถามให้ตรงกว่านั้นว่า “สิทธิเหล่านั้นนำพาคนไทยไปสู่สุขภาพดีในชีวิตจริงได้หรือยัง?”

 

ถ้าเรายังวัดความสำเร็จของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจากจำนวนกิจกรรม จำนวนโครงการ หรือจำนวนผลงานที่ถูกรายงาน — และบางครั้งก็กลายเป็นเพียงนโยบายเพิ่มเติมที่เอาไว้ใช้ในฤดูหาเสียงมากกว่าการสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตจริงของประชาชน — ระบบสุขภาพก็จะ “ผลิตกิจกรรม” ได้เรื่อยๆ โดยไม่จำเป็นต้องผลิต “สุขภาพที่ดีขึ้นของประชาชน” 

 

การเมืองที่ดีต้องกล้าวัดผลลัพธ์จากชีวิตของคน ไม่ใช่จากความคึกคักของการเขียนนโยบายบนกระดาษ

 

การปฏิรูประบบสุขภาพครั้งใหม่ ไม่ได้เริ่มจากการเพิ่มโครงการหรือนโยบายใหม่ แต่เริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิดเชิงระบบ — จากการวัดปริมาณงาน ไปสู่การวัดผลลัพธ์สุขภาพ จากการผลักภาระ ไปสู่ความรับผิดชอบร่วม และจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การลงทุนระยะยาวในสุขภาพของคนไทย

วันนี้ระบบสุขภาพไทยไม่ได้เผชิญแค่สังคมสูงวัย แต่ยังต้องรับมือกับโรคเรื้อรังที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เทคโนโลยีสุขภาพที่ดีขึ้นแต่ก็แพงขึ้นอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจการเมืองและสิ่งแวดล้อมในระดับโลกที่ส่งผลให้เกิดความเจ็บป่วยแบบใหม่ๆ แต่กลับมีพื้นที่การคลังสาธารณะที่จะนำไปใช้ในระบบสุขภาพน้อยลง 

ถ้าเรายังคิดแบบเดิม แก้ปัญหาแบบวันต่อวัน ประเทศไทยจะไม่เพียงแบกภาระด้านสุขภาพของประชาชนที่หนักขึ้นเรื่อยๆ แต่เราจะพลาดโอกาสสำคัญในการเปลี่ยน “ภาระของทุกคน” ให้กลายเป็น “การลงทุน” ทำให้การสร้างสุขภาพ ซึ่งรวมทั้งการพัฒนาระบบบริการสุขภาพและเทคโนโลยีสุขภาพ กลายเป็นทรัพยากรของสังคมไทย กลายเป็น “new S-curve” ของประเทศไทยในระยะยาว 

และโอกาสเหล่านี้ไม่ได้เปิดรอเราไปเรื่อย ๆ หากเรายังลังเลหรือผัดผ่อน การตัดสินใจในวันนี้จะกลายเป็นต้นทุนที่ต้องจ่ายแพงกว่าในวันข้างหน้า

ทุกวันนี้ผมยังมีความสุขดีกับการเป็นอาจารย์แพทย์ ได้สอนได้สร้างคนทำงานรุ่นใหม่ ได้ทำวิจัยเพื่อสนับสนุนการพัฒนานโยบายสุขภาพและระบบสุขภาพทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ ชีวิตไม่ได้ขาดอะไรมากนัก (นอกจากขาดวันลาพักผ่อนกับครอบครัว) 

แต่ยิ่งทำงานเหล่านี้มากเท่าไร ผมยิ่งเห็นชัดว่า หากไม่เริ่มขยับจากพื้นที่ที่มีอำนาจตัดสินใจจริงตั้งแต่ตอนนี้ งานเชิงความรู้เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

 

นี่คือเหตุผลที่ผมตัดสินใจอาสาเข้ามาทำงานการเมือง 

 

ผมเลือกจะอาสาทำงานดังกล่าว เพราะผมไม่อยากมานั่งเสียใจในอนาคตว่า วันนั้นมองเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบสุขภาพบ้านเราชัดเจนขนาดนี้แล้ว ทำไมไม่ลงมาเล่นในสนามที่มีโอกาสสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ แต่กลับเลือกยืนดูอยู่ข้างสนาม

เพราะ “สิ่งที่ผมไม่ชอบ” นี้เอง ที่กลายเป็นเข็มทิศชีวิตของผม และวันนี้ผมเชื่อว่าสิ่งที่ไม่น่าพึงพอใจเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของคนคนเดียวอีกต่อไป เพราะ “การไม่เปลี่ยนแปลง ก็คือการตัดสินใจแบบหนึ่ง” — การเลือกให้ปัญหาเดิมยังคงอยู่ และระบบแบบเดิมยังเดินต่อไป ในขณะที่โลกและบริบทของประเทศกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
 
ถ้าอยากเห็นผลลัพธ์ที่ต่างออกไป เราต้องกล้าปฏิรูประบบสุขภาพอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่ดำเนินนโยบายระยะสั้น ไม่ใช่เพียงแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ผมจึงตัดสินใจอาสามาทำงานการเมืองกับพรรคประชาชนและอยากชวนทุกคนที่รู้สึกอึดอัดแบบเดียวกัน มาร่วมกันคิดเชิงระบบและร่วมผลักดันการเปลี่ยนแปลงของระบบสุขภาพไทยด้วยกัน

 

“เราอยากเห็นระบบสุขภาพไทยเปลี่ยนแปลงตรงไหนมากที่สุด?” มาแลกเปลี่ยนกันครับ

 


นอกจากนี้ยังระบุอีกว่า

 

จบปัญหาไปโรงพยาบาลตี 4 เจอหมอตอนบ่ายสาม ทำได้อย่างไร? คำตอบอยู่ที่การจัดการตั้งแต่ต้นทาง มีระบบสุขภาพปฐมภูมิที่เข้มแข็ง ไม่พึ่งพิงโรงพยาบาลใหญ่มากเกินไป 

รศ.ดร.นพ.บวรศม ลีระพันธ์ 
ทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านสาธารณสุข