2.ความยากลำบากในการออกเสียงประชามติ
- โดยปกติ รัฐบาล หรือ กกต. ซึ่งรับผิดชอบในการจัดกระบวนการออกเสียงประชามติ จะต้องอำนวยความสะดวกหรือลดอุปสรรคในการออกเสียงให้มากที่สุด แต่บทบาทของรัฐบาล และ กกต.ดูเหมือนจะเน้นสร้างอุปสรรคให้เกิดขึ้นมากกว่า
- โดยเฉพาะการไม่อนุญาตให้มีการออกเสียงประชามติล่วงหน้า เหมือนการเลือกตั้งล่วงหน้า โดยอ้างข้อกฎหมายประชามติว่าต้องทำวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ฉะนั้นคนที่ไม่ว่างวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หรือไปทำงาน ไปศึกษานอกภูมิลำเนา และไปลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเอาไว้ ย่อมมีโอกาสสูงที่จะไม่ไปออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เพราะวันนั้นตนไปสะดวกไปเลือกตั้ง
ยอดลงทะเบียนจนถึงขณะนี้มีมากถึง 930,000 คน และกว่าจะปิดรับลงทะเบียน วันที่ 5 มกราคม ยอดอาจแตะ 1 ล้านคน ตัวเลขนี้เกือบทั้งหมด อาจจะสามารถตัดออกไปได้เลยว่า เป็นกลุ่มที่น่าจะไม่ไปออกเสียงประชามติค่อนข้างแน่
- การไปออกเสียงประชามตินอกเขตเลือกตั้งของตน ต้องไปลงทะเบียนล่วงหน้าวันที่ 3-5 มกราคม 2569 แค่ 3 วันเท่านั้น ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับเทศกาลหยุดยาวปีใหม่ ตรงกับวันทำงาน หรือวันเปิดราชการแค่วันเดียว คือ วันที่ 5 มกราคม จึงเชื่อว่าจะมีคนไปลงทะเบียนจำนวนน้อย
แปลความง่ายๆ ก็คือ คนจะออกไปลงเสียงประชามติน้อยมากแน่ๆ
3.กฎเหล็กของ กกต.ที่ห้ามพรรคการเมือง และผู้สมัคร สส. นำประเด็นเกี่ยวกับการทำประชามติไปหาเสียง ทำได้แค่รณรงค์
- ความไม่ชัดเจนของกฎเหล็กนี้ ทำให้เกิดความสุ่มเสี่ยงที่ผู้สมัคร สส. จะถูกร้องเรียน หรือร้องคัดค้าน หากไปพูดหรือรณรงค์เกี่ยวกับการทำประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผลก็คือจะทำให้บรรยากาศการออกเสียงประชามติ เงียบเหงาหนักขึ้นไปอีก เพราะไม่มีใครกล้าพูดหรือรณรงค์อะไรมาก
ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย ระบุว่า จากบรรยากาศเงียบเหงาของการออกเสียงประชามติ จึงมีโอกาสสูงมากที่จะมีประชาชนออกไปใช้สิทธิ์ไม่ถึง 50% แม้ผลการทำประชามติจะถือว่า “ผ่าน” แต่ก็ไม่มีความชอบธรรมจะไปแก้รัฐธรรมนูญ เพราะคนออกมาใช้สิทธิ์น้อยกว่าคนที่ไม่ออกมา
จุดนี้จะเป็นความชอบธรรมให้ “สว.สีน้ำเงิน” โหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ช่วงที่มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และต้องการเสียง สว.สนับสนุนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ 67 เสียง จาก 200 เสียง ซึ่งมีโอกาสสูงที่เสียงสนับสนุนจะไม่เพียงพอ
อาจารย์ธนพร กล่าวอีกว่า ประกาศกำหนดวันทำประชามติที่ออกมา เป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ฉะนั้นรัฐบาลจึงมีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ และดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อทำให้การลงประชามติ มีผู้มาออกเสียงเกิน 50% แต่ทั้ง กกต. และรัฐบาลกลับนิ่งสนิท แปลว่าทั้ง กกต.และรัฐบาล ไม่อยากให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จลุล่วงใช่หรือไม่ และจะกลายเป็นความชอบธรรมให้ สว.คว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยอ้างเหตุผลว่ามีคนออกเสียงประชามติไม่ถึงครึ่ง ใช่หรือไม่
นอกจากนั้น เมื่อดูคำถามประชามติ ย่อมทำให้คนจำนวนมากคิดได้ว่า จะมีการแตะหมวด 1 หมวด 2 และอาจไปยกเลิกเรื่องมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งเป็นประโยชน์ของนักการเมืองเอง ทำให้ประชาชนอาจคว่ำประชามติครั้งนี้
“ผมขอพยากรณ์ว่า ประชามติรัฐธรรมนูญมีแนวโน้มไม่ผ่าน และการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ไม่มีทางเป็นไปได้ นี่คือการวางงานอย่างเป็นระบบของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ไม่ต้องการให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พูดง่ายๆ คือ เป็นขบวนการวางแผนขั้นสุดยอดเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ 2560 นั่นเอง” อาจารย์ธนพร ระบุ
นอนหลับทับประชามติ โดนตัดสิทธิ 5 อย่าง...ใครแคร์?
สำหรับผู้ที่ไม่ไปออกเสียงประชามติ โดยไม่ได้แจ้งเหตุอันสมควรต่อ กกต. จะถูกจำกัดสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด เหมือนกับการไม่ออกไปเลือกตั้ง สส. และสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันเลือกตั้งหรือวันออกเสียงประชามติ
สิทธิที่ถูกจำกัด มีที่เหมือนกัน 4 ข้อ ได้แก่
1. สิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมัครรับเลือกเป็น สว.
2. สิทธิในการสมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่
3. สิทธิในการดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมืองและข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา
4. สิทธิในการดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
สำหรับสิทธิที่ถูกจำกัดเพิ่มอีก 1 ข้อ เฉพาะกรณีที่ไม่ไป “ออกเสียงประชามติ” คือ ไม่สามารถเข้าชื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติได้
การจำกัดสิทธิมีกำหนดเวลาครั้งละ 2 ปี และหากในการเลือกตั้ง หรือออกเสียงประชามติครั้งต่อไป ผู้นั้นไม่ไปใช้สิทธิอีก ให้เริ่มนับเวลาการจำกัดสิทธิใหม่ หากกำหนดเวลาการจำกัดสิทธิครั้งก่อนยังเหลืออยู่เท่าใด ให้กำหนดเวลาการจำกัดสิทธินั้นสิ้นสุดลง