เนชั่นทีวี

ข่าว

ประชามติส่อแห้ว! เผย "ขบวนการพิทักษ์ รธน.60" วางงานสุดยอดสกัดแก้

03 ม.ค. 2569 | thunchanok_kul

ประชามติส่อแห้ว! เผย "ขบวนการพิทักษ์ รธน.60" วางงานสุดยอดสกัดแก้

จับตาเลือกตั้ง 2569 ประชามติส่อล่ม! "อ.ธนพร" วิเคราะห์แผนขั้นสุดยอดฝ่ายอนุรักษ์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ 60 เผย 3 อุปสรรคใหญ่ ช่องโหว่ให้ “สว.สีน้ำเงิน” โหวตคว่ำร่าง รธน.ฉบับใหม่

3 มกราคม 2569 การเลือกตั้งทั่วไป ที่เรียกกันว่า “เลือกตั้งใหญ่” เพราะเป็นการเลือกตั้ง สส. 2 ระบบทั่วประเทศ เพื่อหา “รัฐบาลชุดใหม่” เข้ามาบริหารประเทศในยามวิกฤต แต่หลายคนรู้สึกตะหงิดๆ และส่งเสียงบ่นคล้ายๆ กันว่า การเลือกตั้งรอบนี้ ดูเงียบเชียบ และบรรยากาศกร่อยๆ ผิดสังเกต

สาเหตุของเรื่องนี้คืออะไร พรุ่งนี้เราจะมาเฉลยให้ฟัง แต่วันนี้ ขอพูดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นวันเดียวกับการเลือกตั้ง คือการออกเสียงประชามติว่าสมควรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้งทั่วไป

หลายคนคิดตรงกันว่า การเลือกตั้งใหญ่ ใครๆ ก็มองว่าบรรยากาศกร่อยๆ แล้ว การออกเสียงประชามติกลับเงียบเชียบยิ่งกว่า และมีคนพูดถึงน้อยมาก การสำรวจโพลจากทุกสำนัก ไม่มีประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญและการทำประชามติติดอยู่ในความสนใจของประชาชน

ประชามติส่อแห้ว! เผย "ขบวนการพิทักษ์ รธน.60" วางงานสุดยอดสกัดแก้

สถานการณ์จนถึงขณะนี้ ทำให้นักวิเคราะห์การเมือง และผู้เชี่ยวชาญหลายคนประเมินตรงกันว่า มีแนวโน้มสูงที่การทำประชามติจะไม่ผ่าน หรือถึงจะผ่าน ก็ไม่มีความชอบธรรมในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จริงๆ เหตุผลหลักๆ มี 3 ข้อ คือ

1.คำถามประชามติตามที่คณะรัฐมนตรีประกาศออกมาแล้ว ก็คือ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

  • คำถามแบบนี้ สุ่มเสี่ยงต่อการถูกรณรงค์ให้คว่ำประชามติ เพราะเป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ไม่มีเงื่อนไขห้ามแตะหมวด 1 หมวด 2 ซึ่งหมายความว่า หากตีความตรงกันข้าม ย่อมแปลว่า สามารถแตะหมวด 1 หมวด 2 รื้อบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน รวมไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ได้
  • งานนี้เชื่อว่าจะมีกระแสรณรงค์ให้คว่ำประชามติ หากมีกระแสการชักชวนกันไปออกเสียงประชามติกันมากๆ

ประชามติส่อแห้ว! เผย "ขบวนการพิทักษ์ รธน.60" วางงานสุดยอดสกัดแก้  

2.ความยากลำบากในการออกเสียงประชามติ

  • โดยปกติ รัฐบาล หรือ กกต. ซึ่งรับผิดชอบในการจัดกระบวนการออกเสียงประชามติ จะต้องอำนวยความสะดวกหรือลดอุปสรรคในการออกเสียงให้มากที่สุด แต่บทบาทของรัฐบาล และ กกต.ดูเหมือนจะเน้นสร้างอุปสรรคให้เกิดขึ้นมากกว่า
  • โดยเฉพาะการไม่อนุญาตให้มีการออกเสียงประชามติล่วงหน้า เหมือนการเลือกตั้งล่วงหน้า โดยอ้างข้อกฎหมายประชามติว่าต้องทำวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ฉะนั้นคนที่ไม่ว่างวันที่ 8 กุมภาพันธ์ หรือไปทำงาน ไปศึกษานอกภูมิลำเนา และไปลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตเอาไว้ ย่อมมีโอกาสสูงที่จะไม่ไปออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ เพราะวันนั้นตนไปสะดวกไปเลือกตั้ง

ยอดลงทะเบียนจนถึงขณะนี้มีมากถึง 930,000 คน และกว่าจะปิดรับลงทะเบียน วันที่ 5 มกราคม ยอดอาจแตะ 1 ล้านคน ตัวเลขนี้เกือบทั้งหมด อาจจะสามารถตัดออกไปได้เลยว่า เป็นกลุ่มที่น่าจะไม่ไปออกเสียงประชามติค่อนข้างแน่

  • การไปออกเสียงประชามตินอกเขตเลือกตั้งของตน ต้องไปลงทะเบียนล่วงหน้าวันที่ 3-5 มกราคม 2569 แค่ 3 วันเท่านั้น ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับเทศกาลหยุดยาวปีใหม่ ตรงกับวันทำงาน หรือวันเปิดราชการแค่วันเดียว คือ วันที่ 5 มกราคม จึงเชื่อว่าจะมีคนไปลงทะเบียนจำนวนน้อย

แปลความง่ายๆ ก็คือ คนจะออกไปลงเสียงประชามติน้อยมากแน่ๆ

ประชามติส่อแห้ว! เผย "ขบวนการพิทักษ์ รธน.60" วางงานสุดยอดสกัดแก้

3.กฎเหล็กของ กกต.ที่ห้ามพรรคการเมือง และผู้สมัคร สส. นำประเด็นเกี่ยวกับการทำประชามติไปหาเสียง ทำได้แค่รณรงค์

  • ความไม่ชัดเจนของกฎเหล็กนี้ ทำให้เกิดความสุ่มเสี่ยงที่ผู้สมัคร สส. จะถูกร้องเรียน หรือร้องคัดค้าน หากไปพูดหรือรณรงค์เกี่ยวกับการทำประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ผลก็คือจะทำให้บรรยากาศการออกเสียงประชามติ เงียบเหงาหนักขึ้นไปอีก เพราะไม่มีใครกล้าพูดหรือรณรงค์อะไรมาก

ประชามติส่อแห้ว! เผย "ขบวนการพิทักษ์ รธน.60" วางงานสุดยอดสกัดแก้

ขณะที่ รองศาสตราจารย์​ ดร.ธนพร ศรียากูล ผู้อำนวยการสถาบันวิเคราะห์การเมืองและนโยบาย ระบุว่า จากบรรยากาศเงียบเหงาของการออกเสียงประชามติ จึงมีโอกาสสูงมากที่จะมีประชาชนออกไปใช้สิทธิ์ไม่ถึง 50% แม้ผลการทำประชามติจะถือว่า “ผ่าน” แต่ก็ไม่มีความชอบธรรมจะไปแก้รัฐธรรมนูญ เพราะคนออกมาใช้สิทธิ์น้อยกว่าคนที่ไม่ออกมา

จุดนี้จะเป็นความชอบธรรมให้ “สว.สีน้ำเงิน” โหวตคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ช่วงที่มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และต้องการเสียง สว.สนับสนุนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ 67 เสียง จาก 200 เสียง ซึ่งมีโอกาสสูงที่เสียงสนับสนุนจะไม่เพียงพอ

อาจารย์ธนพร กล่าวอีกว่า ประกาศกำหนดวันทำประชามติที่ออกมา เป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ฉะนั้นรัฐบาลจึงมีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ และดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อทำให้การลงประชามติ มีผู้มาออกเสียงเกิน 50% แต่ทั้ง กกต. และรัฐบาลกลับนิ่งสนิท แปลว่าทั้ง กกต.และรัฐบาล ไม่อยากให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จลุล่วงใช่หรือไม่ และจะกลายเป็นความชอบธรรมให้ สว.คว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยอ้างเหตุผลว่ามีคนออกเสียงประชามติไม่ถึงครึ่ง ใช่หรือไม่

ประชามติส่อแห้ว! เผย "ขบวนการพิทักษ์ รธน.60" วางงานสุดยอดสกัดแก้
นอกจากนั้น เมื่อดูคำถามประชามติ ย่อมทำให้คนจำนวนมากคิดได้ว่า จะมีการแตะหมวด 1 หมวด 2 และอาจไปยกเลิกเรื่องมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งเป็นประโยชน์ของนักการเมืองเอง ทำให้ประชาชนอาจคว่ำประชามติครั้งนี้

“ผมขอพยากรณ์ว่า ประชามติรัฐธรรมนูญมีแนวโน้มไม่ผ่าน และการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ไม่มีทางเป็นไปได้ นี่คือการวางงานอย่างเป็นระบบของฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ไม่ต้องการให้เกิดการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พูดง่ายๆ คือ เป็นขบวนการวางแผนขั้นสุดยอดเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญ 2560 นั่นเอง” อาจารย์ธนพร ระบุ

 

ประชามติส่อแห้ว! เผย "ขบวนการพิทักษ์ รธน.60" วางงานสุดยอดสกัดแก้

นอนหลับทับประชามติ โดนตัดสิทธิ 5 อย่าง...ใครแคร์?

สำหรับผู้ที่ไม่ไปออกเสียงประชามติ โดยไม่ได้แจ้งเหตุอันสมควรต่อ กกต. จะถูกจำกัดสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด เหมือนกับการไม่ออกไปเลือกตั้ง สส. และสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เป็นเวลา 2 ปี นับตั้งแต่วันเลือกตั้งหรือวันออกเสียงประชามติ

สิทธิที่ถูกจำกัด มีที่เหมือนกัน 4 ข้อ ได้แก่

1. สิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือสมัครรับเลือกเป็น สว.

2. สิทธิในการสมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ตามกฎหมายว่าด้วยลักษณะปกครองท้องที่

3. สิทธิในการดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการการเมืองและข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการรัฐสภา

4. สิทธิในการดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น     

สำหรับสิทธิที่ถูกจำกัดเพิ่มอีก 1 ข้อ เฉพาะกรณีที่ไม่ไป “ออกเสียงประชามติ” คือ ไม่สามารถเข้าชื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบในการออกเสียงประชามติได้

การจำกัดสิทธิมีกำหนดเวลาครั้งละ 2 ปี และหากในการเลือกตั้ง หรือออกเสียงประชามติครั้งต่อไป ผู้นั้นไม่ไปใช้สิทธิอีก ให้เริ่มนับเวลาการจำกัดสิทธิใหม่ หากกำหนดเวลาการจำกัดสิทธิครั้งก่อนยังเหลืออยู่เท่าใด ให้กำหนดเวลาการจำกัดสิทธินั้นสิ้นสุดลง

ข่าวล่าสุด