“วุฒิสภา” ได้รับฉายา “รังของหนู”
พฤติกรรมวุฒิสภาปีนี้ มองว่า เป็นคนของผู้มีอำนาจ และอยู่ภายใต้พรรคการเมือง
เปรียบเหมือนหนูที่อยู่ในรัง ที่จับกลุ่ม “พวกมากลากไป” ใช้กลไก “จริยธรรม” เล่นงานเสียงข้างน้อยแทบไม่มีที่ยืน แม้รัฐบาล “นายกฯ หนู” จะยืนยันว่า ไม่สามารถสั่ง สว. ชุดนี้ได้ แต่ก็ยังเสียงข้างมากแบบไม่มีแตกแถว เดินหน้าโหวตกรรมการองค์กรอิสระรัว ๆ แม้จะมีข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อน หรือทำเพื่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง
นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้รับฉายา “หมงล้งบุรีรัมย์”
“เฮียหมง” หรือ “เสี่ยหมง” ชื่อเล่นของ “มงคล สุระสัจจะ” ประธานวุฒิสภา โชว์ภาพลักษณ์ที่ดูเชี่ยวชาญกับบทบาท “เถ้าแก่ล้งผลไม้” มากกว่าการเป็นประมุขสภาสูง
ซึ่งผลงานที่โดดเด่น และเป็นที่จดจำมากที่สุดในปีนี้ ไม่ใช่การขับเคลื่อนงานวุฒิสภา แต่เป็นการสวมบทเถ้าแก่ล้ง “ทุเรียนน้ำแร่” ของดีบุรีรัมย์ และมังคุดเกรดเอระดับพรีเมียมยอดขายถล่มทลาย
แต่พอไมค์จ่อปากถามถึงประเด็นร้อนทางการเมืองโรคกลัวดอกพิกุลจะร่วงกำเริบทันที
พร้อมเอ่ยปากด้วยวลีเด็ด “ประธานต้องเป็นกลาง เขาไม่ให้พูด” แตกต่างจากตอนขายทุเรียน จนถูกมองว่า เป็นเสี่ยล้งผลไม้มากกว่าประมุขสภาสูง
“ดาวดับ”
สื่อมวลชนประจำรัฐสภา มีความเห็นร่วมกันที่จะมีผู้ได้รับตำแหน่งนี้ 3 คนได้แก่
- นายมงคล สุระสัจจะ ประธา
นวุฒิสภา ซึ่งสอดคล้องกับฉายาประธานวุฒิสภาคือ “หมงล้งบุรีรัมย์” ที่ผลงานเด่นชัดไม่ใช่การทำหน้าที่ประธานวุฒิสภา
- นายอลงกต วรกี สว.
- นายเศรณี อนิลบล สว.
นายอลงกต ที่พยายามร้องไห้ล้อเลียน เพื่อน สว.ด้วยกัน รวมทั้งการพยายามหลบเลี่ยงการให้สัมภาษณ์สื่อมวลด้วยภาษาต่างประเทศ ทำให้กระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์ถึงพฤติกรรมไม่เหมาะสมกับ
นายเศรณี จากพฤติกรรมที่ถูกเผยแพร่ทางโซเชียล ในการด่ากราดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา หลังทางเจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือให้เปิดกระจก เพื่อตรวจสอบรถเข้า-ออก อาคารรัฐสภาตามหน้าที่ แต่นายเศรณี กลับไม่พอใจ ใช้ถ้อยคำต่อว่าหยาบคายรุนแรง รวมถึงชี้หน้าข่มขู่ แม้ภายหลังจะออกมาชี้แจงแล้วแต่ก็ไม่ได้ทำให้นายเศรณีดูดีขึ้น
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวประจำรัฐสภา ยังมีข้อสังเกตถึง นายธนกร ถาวรชินโชติ สมาชิกวุฒิสภา หลังถูกศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ตัดสินจำคุก 4 ปีในคดีลักทรัพย์ของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์มูลค่ากว่า 1.5 ล้านบาท
รวมถึงกรณีที่นายธนกร ถูกอดีตสาวคนสนิท ยื่นสอบจริยธรรมต่อคณะกรรมการจริยธรรมวุฒิสภา ในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศ แม้ทั้ง 2 เหตุการณ์ จะยังไม่มีการตัดสินจนถึงที่สุดแต่ในฐานะวุฒิสภา ผู้ทรงเกียรติ ก็ไม่สมควรมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น
“วาทะแห่งปี“
“วันนี้เราไม่ได้เลือกคุณอนุทิน มาบริหารประเทศ เราเลือกคุณอนุทิน ชาญวีรกูล มายุบสภาผู้แทนราษฎร ภายใต้กรอบเวลาที่ตกลงกัน” โดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ที่กล่าวอภิปรายปิดท้ายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อลงมตินายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 เมื่อ 5 กันยายน 2568
“เหตุการณ์แห่งปี”
ได้แก่ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อลงมติเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 ในการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย
โดยพรรคประชาชน ซึ่งเป็นฝ่ายค้านร่วมลงมติด้วย ซึ่งเป็นปฐมบท นำมาสู่เหตุการณ์ต่าง ๆ ทั้ง การประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่เสนอโดย พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย แม้ที่ประชุมรัฐสภา จะมีมติเสียงข้างมากรับหลักการ แต่พรรคภูมิใจไทย ก็แพ้เสียงโหวตของพรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย ในการสนับสนุนให้ใช้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของพรรคประชาชน ซึ่งเป็นฝ่ายค้านเสียงข้างมากเป็นร่างหลักของคณะกรรมาธิการฯ
รวมถึงจนนำมาสู่ การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ ที่ 2 เมื่อ 11 ธันวาคม 2568 ซึ่งเกี่ยวข้องกับอำนาจ สว.ในการลงมติให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่พรรคภูมิใจไทย เห็นแย้งกับพรรคประชาชน จนทำให้นายณัฐพงษ์ เรียกร้องให้นายอนุทินยุบสภา และนายอนุทิน ประกาศคืนอำนาจให้ประชาชนทันที โดยมีผลในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยอ้างว่า ยุบสภาตามที่นายณัฐพงษ์บอก
คู่กัดแห่งปี
สว.พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ และ สว.นันทนา นันทวโรภาส
แม้จะเป็นสมาชิกวุฒิสภาด้วยกันทั้งคู่ แต่ก็ถือว่าอยู่กันคนละขั้ว และในการประชุมวุฒิสภา ทั้งคู่มักจะมีวิวาทะกันตลอด
โดยเฉพาะในวาระพิจารณาเลือกกรรมการองค์กรอิสระต่าง ๆ ที่ น.ส.นันทนา มักจะขอให้วุฒิสภาชะลอการลงมติไว้ เนื่องจากวุฒิสภายังมีข้อครหาคดี ฮั้ว สว. เกรงว่าอาจจะมีความไม่ชอบธรรม
แต่ก็ถูก สว.พิสิษฐ์ ลุกขึ้นสวนกลับทุกครั้ง ถึงขั้นไล่ น.ส.นันทนา ออกจากห้องประชุม และให้ไปหาหมอ เพราะเป็นห่วงว่า จะเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ ซึ่ง น.ส.นันทนา ก็มักแถลงข่าวเหน็บแนมนายพิสิษฐ์เป็นประจำ