เนชั่นทีวี

Nation Story

รู้จัก "พระโกศทองใหญ่" สัญลักษณ์แห่งพระเกียรติยศสูงสุดแด่ "มหาวัชรราชธิดา"

13 มิ.ย. 2569 | ธีรวัฒน์ เจริญยศ

รู้จัก "พระโกศทองใหญ่" สัญลักษณ์แห่งพระเกียรติยศสูงสุดแด่ "มหาวัชรราชธิดา"

ท่ามกลางความโศกเศร้าอาลัยของคนไทยทั้งประเทศ เราจะได้เห็นความสง่างามของโบราณราชประเพณีในพิธีพระศพที่จัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ แต่คุณเคยสงสัยไหมว่า... "พระโกศทองใหญ่" ที่งดงามวิจิตรตระการตา มีความเป็นมาอย่างไร? และเหตุใดนี่จึงถือเป็น 'ครั้งที่ 2' ในประวัติศาสตร์ไทยที่มีการอัญเชิญ "พระโกศทองใหญ่ รัชกาลที่ 9" มาใช้งานในราชประเพณี?

ท่ามกลางความโศกเศร้าอาลัยของคนไทยทั้งประเทศ เราจะได้เห็นความสง่างามของโบราณราชประเพณีในพิธีพระศพที่จัดขึ้นอย่างสมพระเกียรติ แต่คุณเคยสงสัยไหมว่า... "พระโกศทองใหญ่" ที่งดงามวิจิตรตระการตา มีความเป็นมาอย่างไร? และเหตุใดนี่จึงถือเป็น 'ครั้งที่ 2' ในประวัติศาสตร์ไทยที่มีการอัญเชิญ "พระโกศทองใหญ่ รัชกาลที่ 9" มาใช้งานในราชประเพณี?

KEY

POINTS

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระเกียรติยศสูงสุดแด่สมเด็จเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ โดยโปรดเกล้าฯ ให้เชิญ "พระโกศทองใหญ่ รัชกาลที่ 9" ทรงพระศพ
  • พระโกศทองใหญ่องค์นี้สร้างขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 เมื่อปี พ.ศ. 2542-2543 เพื่อทดแทนองค์เดิมที่ชำรุด โดยผสมผสานศิลปกรรมจากพระโกศในรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 5
  • การอัญเชิญพระโกศทองใหญ่ รัชกาลที่ 9 มาทรงพระศพในครั้งนี้ นับเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ โดยครั้งแรกใช้ในงานพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ เมื่อปี พ.ศ. 2551

🔵[เกียรติยศสูงสุดแห่งราชประเพณี: การอัญเชิญ 'พระโกศทองใหญ่ รัชกาลที่ 9' ครั้งที่ 2]

ในเวลาอันน่าโทมนัสของปวงชนชาวไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง

 

การนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน "พระโกศทองใหญ่ รัชกาลที่ 9" ทรงพระศพ พร้อมทั้งพระราชทานพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาว 7 ชั้น) กางกั้นพระโกศ

 

"การพระราชทานพระโกศทองใหญ่และพระสัปตปฎลเศวตฉัตรในครั้งนี้ ถือเป็นการถวายพระเกียรติยศในระดับสูงสุดตามโบราณราชประเพณี เพื่อเชิดชูพระเกียรติยศของเจ้าฟ้าหญิงผู้ทรงอุทิศพระวรกายเพื่อสังคมไทยมาโดยตลอด"

 

แต่สำหรับผู้ที่สนใจในประวัติศาสตร์และงานประณีตศิลป์ไทย อาจจะตั้งข้อสังเกตถึงนามของพระโกศองค์นี้ว่าทำไมจึงต้องระบุว่าเป็น "รัชกาลที่ 9" และพระโกศองค์นี้มีความพิเศษแตกต่างจากพระโกศทองใหญ่องค์ดั้งเดิมที่เราคุ้นตาอย่างไร?

🔵[เปิดตำนานประณีตศิลป์ชั้นสูง: จากรัชกาลที่ 1 ถึงการกำเนิดองค์ใหม่ในรัชกาลที่ 9]

หากย้อนมองประวัติศาสตร์ราชสำนักไทย "พระโกศทองใหญ่" องค์แรก ถูกจัดสร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2351 โดยทรงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อทองคำที่หุ้มพระโกศกุดั่น มาหุ้มพระโกศขึ้นไว้สำหรับพระบรมศพของพระองค์เอง ถึงกับโปรดเกล้าฯ ให้นำไปตั้งถวายทอดพระเนตรในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ

.

แต่ในปีเดียวกันนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงศรีสุนทรเทพ สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสลดพระราชหฤทัยอย่างมาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้เชิญพระโกศทองใหญ่ทรงพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงศรีสุนทรเทพ เป็นครั้งแรก กลายเป็นพระราชประเพณีที่พระราชทานพระโกศทองใหญ่ทรงพระศพอื่นเป็นพิเศษนอกจากพระบรมศพได้

.

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2351 ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ สร้างพระโกศทองใหญ่องค์ที่ 2 เพื่อทดแทนองค์เดิมที่ชำรุด เดิมในช่วงแรกมักถูกเรียกว่า "พระโกศทองรองทรง" เพราะคนทั่วไปเชื่อว่าสร้างขึ้นมาเป็นองค์สำรอง แทนพระโกศทองใหญ่องค์แรกที่ต้องเชิญไปขัดแต่งซ่อมแซมก่อนออกพระเมรุ  แต่ต่อมาสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงให้ความเห็นว่าควรเรียกว่า "พระโกศทองใหญ่" เช่นกัน เพราะมีศักดิ์เสมอด้วยพระโกศทองใหญ่องค์แรกทุกประการ และมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับกรณีที่มีเจ้านายศักดิ์สูงสิ้นพระชนม์พร้อมกัน

ทว่าเมื่อกาลเวลาล่วงเลยไปกว่า 200 ปี พระโกศทองใหญ่ทั้ง 2 องค์ก็ชำรุดทรุดโทรมลงตามธรรมชาติของวัสดุไม้และทองคำ ด้วยเหตุนี้ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้าง "พระโกศทองใหญ่องค์ใหม่" ขึ้นในปี พ.ศ. 2542-2543

 

งานศิลปกรรมอันทรงคุณค่าชิ้นนี้ เป็นการผสานทรวดทรงและลวดลายอันงดงามระหว่างพระโกศทองใหญ่องค์รัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 5 เข้าด้วยกัน ตัวโครงทำจากไม้สักทองแกะสลักหุ้มทองอย่างวิจิตร ประดับด้วยเพชรรัสเซีย (Cubic Zirconia) ร่วมกับพลอยขาวตลอดทั้งองค์ สะท้อนแสงระยิบระยับขับเน้นลวดลายไทยอันอ่อนช้อย ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ผสานความศักดิ์สิทธิ์และทักษะช่างชั้นสูงของยุคนี้ได้อย่างลงตัว

 

แล้วคุณทราบหรือไม่ว่า ในช่วงระยะเวลาเกือบสามทศวรรษนับแต่สร้างเสร็จ พระโกศทองใหญ่ รัชกาลที่ 9 องค์นี้ ถูกอัญเชิญมาใช้งานในราชประเพณีครั้งใดมาบ้าง?

 

🔵[ย้อนรอยประวัติศาสตร์: จาก 'ครั้งแรก' ในอดีต สู่เกียรติยศอันตราตรึงในปัจจุบัน]

ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย พระโกศทองใหญ่ รัชกาลที่ 9 ได้ถูกอัญเชิญออกมาประกอบพระอิสริยยศครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2551 ในงานพระศพของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ซึ่งในครั้งนั้นสร้างความประทับใจและความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับศิลปะงานช่างหลวงให้แก่ผู้คนในสังคมเป็นอย่างมาก

 

การอัญเชิญพระโกศทองใหญ่องค์นี้มาทรงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ในครั้งนี้ จึงนับเป็น "ครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์" ที่พระโกศองค์สำคัญนี้ได้ทำหน้าที่ส่งต่อเรื่องราวและสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศสูงสุดอีกครั้ง

 

นอกจากพระโกศแล้ว การประดิษฐานพระศพหลังพระแท่นสุวรรณเบญจดล (พระเบญจา 5 ชั้น) และการกางกั้นด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร ยังเป็นภาพสะท้อนของ "จารีตโบราณ" ที่ได้รับการรักษาไว้เป็นอย่างดี ท่ามกลางโลกยุคใหม่ที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว

 

เมื่อบริบทของสังคมเปลี่ยนไป การที่คนรุ่นเรายังคงได้เห็น ได้เรียนรู้ และได้สัมผัสกับงานประณีตศิลป์อันศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ มันกำลังบอกเล่าอะไรกับเรา และเราจะถอดรหัสสิ่งเหล่านี้ให้กลายเป็นพลังบวกของสังคมได้อย่างไร?

 

🔵[ถอดรหัสคุณค่าร่วมสมัย: มรดกวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิตและชวนส่งต่อ]

สำหรับคนไทยที่มองหาสมดุลระหว่าง "อดีตที่เป็นรากเหง้า" กับ "อนาคตที่ทันสมัย" การสืบสานงานช่างศิลป์โบราณไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของจารีตในราชสำนักเท่านั้น แต่คือ "พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต" และเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าฝีมืองานประณีตศิลป์ไทยจะได้รับการสืบสานและธำรงอยู่สืบไป

 

สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงนวัตกรรม ความอดทน และความประณีตที่ช่างไทยรุ่นเก่าส่งต่อให้ช่างไทยรุ่นใหม่ หากไม่มีการจัดสร้างองค์ใหม่ขึ้นมาในรัชกาลที่ 9 องค์ความรู้เฉพาะทางเหล่านี้ก็อาจจะเลือนหายไปตามกาลเวลา การจัดสร้างและการนำมาใช้งานจริงในพิธีสำคัญจึงเป็นแรงขับเคลื่อนให้ศิลปวัฒนธรรมนี้คงอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน

 

ในฐานะที่เราทุกคนเป็นผู้ร่วมสังเกตการณ์ประวัติศาสตร์หน้าสำคัญนี้ คุณคิดว่าเราจะช่วยกันออกแบบหรือส่งต่อพื้นที่การเรียนรู้เรื่อง "ประณีตศิลป์และโบราณราชประเพณีไทย" อย่างไร เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เข้าใจ เข้าถึง และภาคภูมิใจในรากเหง้าเหล่านี้ โดยไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป?