ทว่าเมื่อกาลเวลาล่วงเลยไปกว่า 200 ปี พระโกศทองใหญ่ทั้ง 2 องค์ก็ชำรุดทรุดโทรมลงตามธรรมชาติของวัสดุไม้และทองคำ ด้วยเหตุนี้ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้าง "พระโกศทองใหญ่องค์ใหม่" ขึ้นในปี พ.ศ. 2542-2543
งานศิลปกรรมอันทรงคุณค่าชิ้นนี้ เป็นการผสานทรวดทรงและลวดลายอันงดงามระหว่างพระโกศทองใหญ่องค์รัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 5 เข้าด้วยกัน ตัวโครงทำจากไม้สักทองแกะสลักหุ้มทองอย่างวิจิตร ประดับด้วยเพชรรัสเซีย (Cubic Zirconia) ร่วมกับพลอยขาวตลอดทั้งองค์ สะท้อนแสงระยิบระยับขับเน้นลวดลายไทยอันอ่อนช้อย ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมร่วมสมัยที่ผสานความศักดิ์สิทธิ์และทักษะช่างชั้นสูงของยุคนี้ได้อย่างลงตัว
แล้วคุณทราบหรือไม่ว่า ในช่วงระยะเวลาเกือบสามทศวรรษนับแต่สร้างเสร็จ พระโกศทองใหญ่ รัชกาลที่ 9 องค์นี้ ถูกอัญเชิญมาใช้งานในราชประเพณีครั้งใดมาบ้าง?
🔵[ย้อนรอยประวัติศาสตร์: จาก 'ครั้งแรก' ในอดีต สู่เกียรติยศอันตราตรึงในปัจจุบัน]
ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย พระโกศทองใหญ่ รัชกาลที่ 9 ได้ถูกอัญเชิญออกมาประกอบพระอิสริยยศครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2551 ในงานพระศพของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี ซึ่งในครั้งนั้นสร้างความประทับใจและความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับศิลปะงานช่างหลวงให้แก่ผู้คนในสังคมเป็นอย่างมาก
การอัญเชิญพระโกศทองใหญ่องค์นี้มาทรงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ในครั้งนี้ จึงนับเป็น "ครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์" ที่พระโกศองค์สำคัญนี้ได้ทำหน้าที่ส่งต่อเรื่องราวและสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศสูงสุดอีกครั้ง
นอกจากพระโกศแล้ว การประดิษฐานพระศพหลังพระแท่นสุวรรณเบญจดล (พระเบญจา 5 ชั้น) และการกางกั้นด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร ยังเป็นภาพสะท้อนของ "จารีตโบราณ" ที่ได้รับการรักษาไว้เป็นอย่างดี ท่ามกลางโลกยุคใหม่ที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อบริบทของสังคมเปลี่ยนไป การที่คนรุ่นเรายังคงได้เห็น ได้เรียนรู้ และได้สัมผัสกับงานประณีตศิลป์อันศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ มันกำลังบอกเล่าอะไรกับเรา และเราจะถอดรหัสสิ่งเหล่านี้ให้กลายเป็นพลังบวกของสังคมได้อย่างไร?
🔵[ถอดรหัสคุณค่าร่วมสมัย: มรดกวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิตและชวนส่งต่อ]
สำหรับคนไทยที่มองหาสมดุลระหว่าง "อดีตที่เป็นรากเหง้า" กับ "อนาคตที่ทันสมัย" การสืบสานงานช่างศิลป์โบราณไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของจารีตในราชสำนักเท่านั้น แต่คือ "พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต" และเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าฝีมืองานประณีตศิลป์ไทยจะได้รับการสืบสานและธำรงอยู่สืบไป
สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงนวัตกรรม ความอดทน และความประณีตที่ช่างไทยรุ่นเก่าส่งต่อให้ช่างไทยรุ่นใหม่ หากไม่มีการจัดสร้างองค์ใหม่ขึ้นมาในรัชกาลที่ 9 องค์ความรู้เฉพาะทางเหล่านี้ก็อาจจะเลือนหายไปตามกาลเวลา การจัดสร้างและการนำมาใช้งานจริงในพิธีสำคัญจึงเป็นแรงขับเคลื่อนให้ศิลปวัฒนธรรมนี้คงอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน
ในฐานะที่เราทุกคนเป็นผู้ร่วมสังเกตการณ์ประวัติศาสตร์หน้าสำคัญนี้ คุณคิดว่าเราจะช่วยกันออกแบบหรือส่งต่อพื้นที่การเรียนรู้เรื่อง "ประณีตศิลป์และโบราณราชประเพณีไทย" อย่างไร เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เข้าใจ เข้าถึง และภาคภูมิใจในรากเหง้าเหล่านี้ โดยไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป?