หรือแม้แต่กระแสข่าวที่ดังออกมาเป็นระยะๆ เกี่ยวกับการเปิดเจรจาร่วมมือการเมืองครั้งสำคัญ อย่างเช่น แกนนำของพรรคสร้างอนาคตไทย กับ แกนนำพรรคไทยสร้างไทย ซึ่งมีการหารือพูดคุยกันมาก่อนที่ศาลรธน.จะมีคำวินิจฉัยออกมา แต่เมื่อศาลรธน.วินิจฉัย ร่างพ.ร.ป.เลือกตั้ง เป็นบัตรสองใบ สูตรหาร 100 แน่ชัดแล้ว ปรากฎการณ์ "ควบรวม" จะชัดขึ้นเรื่อยๆเช่นเดียวกัน
ก่อนหน้านี้ "อุตตม สาวนายน" หัวหน้าพรรคสร้างอนาคตไทย เคยให้สัมภาษณ์ถึงกติกาเลือกตั้งบัตรสองใบ สูตรหาร 100 ไว้ว่า อยู่ที่แต่ละพรรคว่ากฎเกณฑ์กติกาออกมาเช่นนี้จะมีแนวทางกันอย่างไรที่จะเดินหน้าต่อไปให้ได้ การควบรวมก็คงอยู่ในใจบางพรรค แต่สำหรับพรรคสร้างอนาคตไทยเรายึดหลักการว่า ถ้าเลือกเส้นทางการควบรวม ต้องตอบโจทย์แรกคือทำงานให้ประชาชนได้ดียิ่งขึ้น
"คงต้องไปดู เพราะมีเงื่อนไขในมิติต่างๆ เช่นการทำงานร่วมกันจะลงตัวได้หรือไม่ เป้าหมายเชิงนโยบายสอดคล้องกันหรือไม่ หรือสามารถจัดคนทำงานในพื้นที่ได้หรือไม่ ซึ่งถ้าจะควบรวมกันทุกเรื่องจะต้องลงตัว"
"ไม่ว่าจะเรียกควบรวม เป็นพรรคพันธมิตร หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่มันคือการจับมือรวมพลัง ตัวอย่างก็มีให้เห็นแล้วคือ พรรคชาติพัฒนาและพรรคกล้า ส่วนพรรคสร้างอนาคตไทย แม้จะมีข่าวคุยกับพรรคอื่นบ้าง แต่ยังไม่ชัดเจน"
นายอุตตม กล่าวถึงแนวคิดการควบรวมกับ"พรรคไทยสร้างไทย" (ทสท.) เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2565
นั่นแสดงให้เห็นถึงท่าทีของแกนนำพรรคที่เกิดใหม่ ถึงแม้ภายในพรรคจะมีตัวระดับ"บิ๊กเนม" ซึ่งผ่านสมรภูมิทางการเมืองมาอย่างโชกโชนแล้วก็ตาม แต่ถึงที่สุดแล้ว มีความจำเป็นต้อง ปรับตัว ปรับกลยุทธ์ของพรรคอาจเดินไปสู่การ"ควบรวมพรรค" เป็นไปได้ด้วยกันทั้งสิ้น เพื่อหวังสร้างความได้เปรียบมากที่สุด ตามกติกาเลือกตั้งที่ถูกเปลี่ยนแปลง
การควบรวมพรรคไม่ใช่เรื่องแปลก หากทำถูกข้อกฎหมาย เพราะการเมืองเปลี่ยนแปลงได้ตลอด แต่สิ่งสำคัญคือต้องทำงานด้วยกันได้ และเป็นประโยชน์ต่อประชาชน ถ้านโยบายดี ภาพลักษณ์ผู้นำ-ผู้แทนดี ถึงวันเข้าคูหา คะแนนก็จะมาอย่างแน่นอน