สำหรับ คดีนี้ ป.ป.ช.มีกำหนดว่าจะชี้มูล และแจ้งข้อกล่าวหาได้ประมาณปลายปี 2564 แต่คดีล่าช้ามาจนถึงปลายปี 2565
"เลขาธิการป.ป.ช." ระบุว่า หลังจากแจ้งข้อหาเสร็จเรียบร้อย ก็จะมีการประมวลเรื่องทั้งหมดสรุป มีการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานว่าในการระบายข้าว มีการกระทำใครถูกใครผิดอย่างไร บุคคลที่เป็นตัวการ หรือร่วมเป็นตัวการ หรือเป็นผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน
“ถ้ามีมูลเป็นความผิดเนี่ยผิดอะไรยังไงบ้างในแต่ละกฎหมาย แต่ละมาตราความผิดตำแหน่งหน้าที่ รวมทั้งเอกชนผู้สนับสนุน แล้วก็บุคคลที่ให้ความร่วมมือ แล้วก็จะมีการนำเสนอคณะกรรมการป.ป.ช.ต่อไป” เลขาฯ ป.ป.ช.ระบุ
ส่วนจีทูจี คดีที่ 2 คดีระบายมันจีทูจี เกิดขึ้นในปี 2551 ยุครัฐบาล"นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ผู้ถูกกล่าวหาคนสำคัญ อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ และ มนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ในขณะนั้น กับพวกกว่า 60 คน
คดีนี้สืบเนื่องจาก สำนักงานการผู้ตรวจเงินแผ่นดิน ร่วมกับ พนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการ กิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญและติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา ส่งผลการสอบสวนมาให้กับ ป.ป.ช. เป็นผู้ตรวจสอบ
"ป.ป.ช."รับไว้ และตั้งคณะกรรมไต่สวน โดยสรุปพฤติการณ์ คือ การซื้อขายแป้งมันสำปะหลังกับบริษัท China Marine Shipping Agency Lianyungang Co., Ltd ในราคาต่ำกว่าเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด รวมถึงบริษัท China Marine ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ ที่ได้รับการมอบอำนาจจากรัฐบาลจีน และวัตถุประสงค์ของบริษัท ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อซื้อขายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร จึงถือว่าไม่ใช่บริษัทที่มีอำนาจลงนามทำสัญญาในนามของประเทศจีน แต่อย่างใด
นอกจากนี้ ยังมีการโอนสิทธิการซื้อขาย "มันเส้นจีทูจี" ไปให้กับบริษัทเอกชนประเทศไทย เข้ามาดำเนินการซื้อขายแป้งมันสำปะหลังแทน อีกด้วย ยิ่งแสดงว่าไม่ใช่การซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ
คดีระบายมันเส้นจีทูจี ใน “รัฐบาลอภิสิทธิ์” มีการแบ่งสัญญากันทำ 3 สัญญา สัญญาแรกกว่า 1,900 ล้านบาท สัญญาที่ 2 ประมาณ 1,500 ล้านบาท สัญญาที่ 3 ประมาณ 900 ล้านบาท รวมมูลค่ากว่า 4,300 ล้านบาท
เหตุผลที่คดีนี้ยืดเยื้อมาหลายปี เนื่องจากมีปัญหาการรวบรวมเอกสารหลักฐาน และการติดต่อขอหลักฐานจากต่างประเทศ
คดีนี้ "นายนิวัติไชย เกษมมงคล" เลขาธิการ ป.ป.ช. ระบุสาเหตุที่ไม่สามารถที่จะรวบรวมหลักฐานได้ทัน เนื่องจากคดีนี้ผ่านมานาน แต่ป.ป.ช.ก็ยืนยันว่าจะดำเนินการเรื่องโดยเร็ว
"เรื่องมันเส้นจีทูจี ที่ไปเกี่ยวกับทาง คุณไตรรงค์ สุวรรณคีรี ตอนนั้นตำรงตำแหน่งรองนายกมนตรี คุณพรทิวา นาคาศัย ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แล้วก็ทางอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ คุณมนัส สร้อยพลอย กรณีนี้ก็จะเป็นคล้ายๆ กับเรื่องการระบายข้าวกับจีน ก็คือระบายมันสำปะหลังแบบรัฐต่อรัฐ”
"เลขาธิการ ป.ป.ช." ย้ำว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลังในปี 2551/2552 มีการไปเอาบริษัทจีน มาสวมตัวทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐคือ กระทรวงพาณิชย์ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย เรื่องนี้ ก็จะมีทั้งหมด 3 สัญญา มีมูลค่าสูง เรื่องนี้ก็ได้มีการดำเนินการต่างๆ ตามการไต่สวนแล้ว"
ส่วน "คดีระบายมันเส้นจีทูจี" คดีที่ 2 เกิดขึ้นในยุครัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" โดย บุญทรง เตริยาภิรมย์ ยังนั่งเป็นรมว.พาณิชย์ ถูกกล่าวหาพร้อมกับพวกรวม 87 คน มีการทำสัญญาทั้งหมด 7 สัญญา รวมปริมาณ 4,700,000 ตัน มูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท
คณะกรรมการไต่สวนของป.ป.ช. รวบรวมพยานหลักฐาน และมีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว 71 ราย และป.ป.ช.เตรียมสรุปสำนวนเพื่อเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อชี้มูลความผิดภายในสิ้นเดือน พ.ย. หรือ อย่างช้าต้นเดือน ธ.ค.นี้
พฤติการณ์ คือ ในสมัย"รัฐบาลยิ่งลักษณ์" ทำสัญญา ซื้อขายมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง รวม 7 สัญญา ปริมาณรวม 4,790,000 ตัน จำนวนเงินรวม 30,642 ล้านบาท แต่บริษัทที่เข้ามาทำสัญญาซื้อขายกับกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะตัวแทนของราชอาณาจักรไทย ไม่ใช่บริษัทที่ได้รับมอบหมาย หรือ รับมอบอำนาจจากรัฐบาลจีน ให้เข้ามาทำสัญญาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี)
การกระทำนี้ มีวัตถุประสงค์เอื้ออำนวย หรือ ช่วยเหลือให้บริษัทดังกล่าวได้เป็นผู้มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยมุ่งหมาย หรือ หลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม
ประกอบกับการพิจารณาให้ความเห็นชอบในเรื่องของราคาที่ซื้อขาย โดยราคาตามข้อเสนอของบริษัท ต่ำกว่าข้อเสนอของฝ่ายไทย เว้นแต่สัญญาที่ 2/2013 ซึ่งเสนอราคาเท่ากันทั้งฝ่ายไทย และฝ่ายจีน การกระทำนี้จึงก่อให้เกิดความเสียหายแก่กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และประเทศชาติอย่างร้ายแรง
"นายนิวัติไชย" กล่าวว่า เป็นเรื่องกล่าวหา บุญทรง กับพวก 87 ราย สังเกตว่าจะมีกลุ่มพ่อค้าคนกลางกลุ่มบริษัทที่มาซื้อ กลุ่มบริหารจัดการ ทำเป็นกระบวนการลักษณะแบบนี้เช่นเดียวกัน ก็คือ ซื้อขายมันสำปะหลัง และผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังแบบรัฐต่อรัฐเช่นเดียวกัน
"โครงการนี้มีทั้งสิ้น 7 สัญญา รวมทั้งหมด 4,700,000 ตัน วงเงินรวมทั้งสิ้นกว่า 30,000 ล้านบาท อันนี้เป็นเป็นโครงการในปี 2554 จำนวน 4 สัญญา แล้วก็ในแต่ละสัญญานี้ก็คือว่า เอาบริษัทจีนเข้ามาทำสัญญากับกระทรวงพาณิชย์ หรือ ประเทศไทย แนะนำรัฐบาลไทยในการระบายมันออกไป ส่วนบริษัทจีนเอาไปแล้วเอาไปขายใคร ได้มันไป อยู่ระหว่างการไต่สวน นอกจากนั้น ก็ยังมีโครงการในปี 2555 อีก 3 สัญญา อันนี้ก็เกี่ยวข้องกับทางคุณบุญทรง อยู่เหมือนกัน"
"โดยเรื่องนี้ไต่สวนพยานบุคคลไปประมาณกว่า 70 ปาก มีการขอทราบเอกสารหลักฐานจากหน่วยงานประมาณ 51 หน่วยงาน แล้วก็ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว 71 ราย มีการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาครบถ้วนแล้ว เรื่องนี้อาจจะเสร็จปลายปีนี้" เลขาธิการ ป.ป.ช. ระบุ
จึงต้องติดตาม คดีร้อนการทุจริต "จำนำข้าวภาคสอง" รวมถึง คดีทุจริตซื้อขายมันสำปะหลังแบบจีทูจี และ มันเส้น จะมีบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาคการเมือง ข้าราชการ และเอกชน ต้องถูกแจ้งข้อกล่าวหากี่ราย อย่างไร