เมื่อถามว่า ต้องมีแผนสำรอง หรือเลื่อนลำดับเครื่องบินปลดประจำการ ขึ้นมาปรับปรุงใช้ทดแทนหรือไม่ ผบ.ทอ. กล่าวว่า ต้องมาดูกันอีกครั้ง ที่ผ่านมาเราทำยุทธศาสตร์ไว้ตั้งปี 61 - 80 ในปี 63 มีการปรับปรุงสมุดปกขาวไปแล้วหนึ่งครั้ง ในปี 66 กองทัพอากาศจะต้องปรับปรุงสมุดปกขาวใหม่ และแจกในที่ประชุมคณะอนุกรรมมาธิการฯ ว่าแผนงานเป็นอย่างไรต่อไป
ส่วนถ้าไม่ได้ F-35 มา ได้มองเครื่องบินรุ่นใดไว้บ้าง ผบ.ทอ. กล่าวว่า ตอนนี้ยังพูดไม่ได้ ยังต้องศึกษาต่อ จะคิดคนเดียวไม่ได้ ถ้าเขาปฏิเสธการขายก็จะต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาว่า plan b จะ play game อย่างไรต่อไป โดยพิจารณาให้สอดคล้องกับแผนงบประมาณปี 67 เพราะตอนนี้กรอบงบประมาณของกองทัพอากาศค่อนข้างจำกัด คิดว่าผลกระทบจากโควิด และสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศทำให้กรอบงบประมาณ จาก 41,000 ล้านบาท เหลือ 36,000 ล้านบาท ลดลงไปประมาณ 5,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ เราจึงใช้วิธีการปรับปรุงเครื่องบินรุ่นต่าง ๆ เช่น C-130 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินหลังการปรับปรุงว่าสมบูรณ์หรือไม่ จากนั้นก็เดินหน้าต่อไป
เมื่อถามว่า จะให้รัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ ช่วยโน้มน้าวหรือไม่ ผบ.ทอ. กล่าวว่า ถ้าได้ก็เป็นสิ่งที่ดี ขึ้นอยู่กับความกรุณาของรัฐบาลที่จะช่วยสนับสนุนในเรื่องนี้ อีกทั้งขึ้นอยู่กับโอกาสของนายกรัฐมนตรีด้วยว่า จะได้พบกับผู้นำของสหรัฐฯ หรือไม่ ซึ่งนายกฯ ทราบดีแล้วก็พร้อมสนับสนุนกองทัพอากาศอยู่แล้ว
ส่วนสหรัฐฯ จะมีเงื่อนไขพิเศษที่จะไม่ขายให้เราหรือไม่ ผบ.ทอ. กล่าวว่า ไม่มี ถ้าได้ก็เป็นสิ่งที่ดี เขาจะพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง เพราะ F-35 เป็นอากาศยานที่มีความลับสูง
“โอกาสที่จะได้ ลึก ๆ แล้วตอนนี้ก็ 50/50 เพราะว่าสหรัฐฯ ก็ต้องประเมินไทยจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับมิตรประเทศที่หลากหลาย การเมืองระหว่างประเทศ ส่วนการฝึกกองทัพอากาศกับจีน ก็เป็นการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในลักษณะการบาลานซ์ เป็นยุทธศาสตร์การสร้างความสมดุล ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ความเป็นกลาง ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลเน้นย้ำ ส่วนสหรัฐฯ จะขายหรือไม่ขาย ก็เป็นเรื่องของเขา สุดแท้แต่ ไม่มีปัญหา”
เมื่อถามว่า สหรัฐฯ ตั้งเงื่อนไขให้ไทยงดการนำเข้าสินค้าประเทศคู่ขัดแย้ง แลกกับการอนุมัติหรือไม่ ผบ.ทอ. กล่าวว่า คงจะตั้งเงื่อนไขกับเราไม่ได้ เรากำหนดจุดยืนของเราเช่นนี้ อยู่ที่ดุลยพินิจของเขาว่าจะขายให้หรือไม่