ขณะเดียวกัน คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็สร้างความเคลือบแคลงใจต่อสังคม ทำให้กระแสของพล.อ.ประยุทธ์ ตกต่ำ ทำให้พรรคที่คิดหาเสียงก็ต่ำลงไปด้วย ดังนั้น พรรคการเมืองที่จะเสนออาจไม่ประสบความสำคัญ โดยกลไกประชาธิปไตยของพล.อ.ประยุทธ์ จึงไปได้ยาก ดูตีบตัน ปิดประตูตาย แต่ชนชั้นนำบางส่วน ต้องการยื้อเลือกตั้งออกไป โดยอ้างกฎหมายเลือกตั้งยังไม่เสร็จ ก็ไม่สามารถเลือกตั้งได้ ก็รักษาการยาวไป
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้กระแสเพื่อไทย ฝ่ายค้าน และทักษิณ ประกาศกลับบ้าน และจะแลนด์สไลด์ให้ได้ ถือว่าแรงมาก แต่ก็มีประเด็นหลุดในเรื่องของ ม.112 ซึ่งจะเป็นเหตุสร้างความชอบธรรมให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ ว่ามีนักการเมืองจะแก้ ม.122 กระทบต่อสถาบัน และเป็นการเปิดทางให้เกิดการทำรัฐประหาร ถ้าหากดูจากเวลานี้ ทำให้หลายคนเห็นรูปการ จึงเรียกรู้ให้พล.อ.ประยุทธ์ ลงจากอำนาจ เพราะมองแล้วไปต่อยาก
"ถ้าพลังประชารัฐไม่เสนอพล.อ.ประยุทธ์ แต่พล.อ.ประวิตร อาจกระโดดเข้ามาในวิถีทางประชาธิปไตย เพราะพล.อ.ประยุทธ์ ไปต่อยาก แต่อยากไปต่อ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์เอง ต้องประเมินถึงสังคม เพราะการที่ศาลตัดสินออกมาลักษณะนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่เป็นทางลงมาให้ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์เองก็ควรจบสมัยนี้" รศ.ดร.โอฬาร กล่าว
ทั้งนี้ เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการไปต่อ ก็ต้องกล้าทำ 2 สิ่ง คือ 1.แก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 158 เพื่อถอดสลัก 8 ปี หรือ 2.ไม่ต้องสนใจอะไร เพราะสถาบันการเมืองเสื่อมไปหมดแล้ว และสั่งส่วนงานเกี่ยวข้องไปสร้างความชอบธรรมใหม่
ขณะที่ "รศ.ดร.สุขุม นวลสกุล" อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวถึง การที่ "จตุพร พรมพันธุ์" ออกมาระบุว่า 3 ป.วางเกมไม่ให้มีการเลือกตั้ง ว่า ตอนนี้มีฝ่ายที่กลัวเท่านั้น ที่ออกมาพูดแบบนี้ เชื่อว่าเป็นแค่การปลุกมวลชนให้ลุกขึ้นมาสู้ไปพร้อมกับเขามากกว่า
ส่วนอีกฝ่าย (3ป.) ที่ถูกพูดถึง เชื่อว่ายังไม่คิดจะทำ ไม่ให้เกิดการเลือกตั้ง รวมถึงการทำรัฐประหาร ก็มั่นใจว่า ทหารยังไม่คิดเรื่องนี้ เพราะพล.อ.ประยุทธ์ ยังเป็นต่อ ประกอบกับผ่านศาลรัฐธรรมนูญมาได้ ก็ถือว่าชนะแล้ว แต่ถ้าหลุดจากอำนาจไปแล้ว ก็น่ากลัว
สำหรับประเด็นการยุบสภาฯหลังจบการประชุมเอเปค มองว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่เลือกทางนี้ เพราะพล.อ.ประยุทธ์ เล่นการเมืองแบบทหาร คือ อยากอยู่ให้จบครบวาระ ไม่ได้เล่นการเมืองแบบการเมืองจริงๆ เหมือนกับ พล.อ.ประวิตร ดังนั้น จึงเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่ยาวจนเลือกตั้ง