เมื่อถามต่อว่า ถ้ายกเลิกสัญญา เงินที่จ่ายไปแล้วจะเรียกร้องเรื่อง ความบกพร่องของโครงการได้อย่างไร พลเรือเอก เชิงชาย กล่าวว่า เป็นรายละเอียดที่จะต้องให้คณะกรรมการบริหารโครงการ ไปดูรายละเอียดก่อน เพราะโครงการมีการขยายสัญญาออกไปจากสัญญาเดิมไว้ในปี 67 ปัจจุบันล่าช้ามา และมีการตรวจสอบเรื่องงบประมาณ หากโครงการยืดระยะเวลาออกไปนาน อาจต้องพิจารณาเรื่องของการเสริมสร้างกองทัพ ในช่วงที่ยังไม่สามารถจัดหาเรือดำน้ำเข้ามาในกองทัพได้ ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นการทบทวนยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือ เพื่อให้เรามีความพร้อมตามยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือ
เมื่อถามย้ำว่า หากเรือดำน้ำลำแรกไม่มีโอกาส แล้วลำที่ 2 และ 3 จะเป็นอย่างไร พลเรือเอก เชิงชาย กล่าวว่า ก็ต้องดูว่า เราสามารถพิสูจน์ได้หรือไม่ว่า ถ้าลำแรกดำเนินการต่อจะตอบสนองภารกิจกองทัพเรือได้หรือไม่ พร้อมยืนยันไม่หนักใจที่เข้ามาทำหน้าที่และต้องดูแลเรื่องนี้ เพราะยึดหลักว่า เข้ามาทำงาน มีปัญหาก็ต้องแก้ปัญหา ทำงานเป็นขั้นตอน ตรวจสอบได้ มีความโปร่งใส และให้เกิดความคุ้มค่าของเงินภาษีประชาชนที่ต้องนำไปใช้ ในโครงการตามยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือ
เมื่อถามว่า ไทยเป็นประเทศเล็กกว่าจีน มีผลต่อการเจรจาต่อรอง รวมถึงเรื่องความเกรงใจกับจีน และนโยบายรัฐบาล ได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี แล้วหรือไม่ พลเรือเอก เชิงชาย กล่าวว่า ตั้งแต่เข้ารับหน้าที่ ไม่ได้มีการประสานงานมา แต่ขอย้ำว่า ทุกขั้นตอนทำตามหน้าที่ทำตามสัญญา และทำตามความต้องการของกองทัพเรือ รายละเอียดการเจรจาจะต้องรอขั้นตอนต่อไป และเมื่อถึงการเจรจาขั้นสุดท้ายก็จะต้องมีการดำเนินการตามกฎมายทุกประการ ทั้งนี้หากเรายกเลิกสัญญาแต่ยังมีความต้องการเรือดำน้ำอยู่ ก็ต้องไปพิจารณาว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อ แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถพูดได้ว่า จะยกเลิกสัญญาหรือเดินหน้าต่อ
ส่วนที่มีการเสนอว่า ให้นำเครื่องยนต์ของเยอรมัน มาใส่ในเรือดำน้ำของไทยได้หรือไม่นั้น ก็ยังไม่มีคำตอบจากประเทศที่สาม แต่โดยปกติการต่อเรือดำน้ำ จะต้องเป็นแพ็กเกจ คือทำที่ประเทศที่ต่อเรือดำน้ำเท่านั้น และส่งมอบมาให้ไทย แต่ขณะนี้ยังไม่มีแนวทางที่จะนำเครื่องมาติดตั้งที่ไทย
ส่วนในระหว่างที่รอความชัดเจนเรื่องเรือดำน้ำ จะต้องเสริมสร้างด้วยเรือผิวน้ำ เรือฟริเกต อย่างไร พลเรือเอก เชิงชาย กล่าวว่า เมื่อเรือดำน้ำขยายเวลาออกไป เพราะมีปัญหาเรื่องเครื่องยนต์ อาจต้องพิจารณาทางเลือกเพื่อเสริมสร้างกำลังกองทัพให้เทียบเท่า หรือป้องปรามประเทศรอบบ้านได้ อาจจะเป็นเรือฟริเกต เครื่องบิน หรือเฮลิคอปเตอร์ มาทดแทนในช่วงที่ยังจัดหาเรือดำน้ำไม่ได้ ซึ่งในปีหน้าจะมีนโยบายการศึกษาการจัดสร้างเรือฟริเกตในประเทศ
โดยโครงการจัดหาเรือฟริเกตมีการอนุมัติไว้แล้ว แต่รัฐบาลอยากให้มีการดำเนินการในประเทศ ดังนั้นในปี 66 จะมีแนวทางในการศึกษา จัดหา และดูความเป็นไปได้ ซึ่งหากจะต่อเรือในประเทศ จะต้องมีบริษัทต่อเรือจากต่างประเทศเข้ามาร่วมกับบริษัทในประเทศ และเสนอแนวทางให้กองทัพเรือพิจารณาว่ามีแนวทางอย่างไร และหนทางเลือกไหนดีที่สุด เพราะถ้าเรื่องเรือดำน้ำยังไม่แน่นอน อาจจะต้องมีการเสริมสร้างเรือรบขนาดใหญ่เติมเข้ามาในกองทัพ โดยจะต้องเป็นเรือที่มีขีดความสามารถในการปราบเรือดำน้ำ และมีขีดอำนาจรบ เทียบเคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน
ขณะที่เรือช้าง ซึ่งเป็นเรือพี่เลี้ยงของเรือดำน้ำนั้น ถือเป็นโครงการเรืออเนกประสงค์ยกพลขึ้นบก สามารถสนับสนุนการช่วยเหลือเรือดำน้ำได้ด้วย ซึ่งภารกิจหลักของเรือช้าง จะใช้ในปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบก ลาดตระเวนตรวจการ การรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และช่วยประชาชนในช่วงที่เกิดภัยพิบัติขนาดใหญ่ ซึ่งเรือขนาดเล็กไม่สามารถเข้าไปในพื้นที่ได้ โดยเรือช้างสามารถบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ได้ 3 ลำ ดังนั้นการที่บอกว่า สนับสนุนเรือดำน้ำ เป็นแค่ภารกิจส่วนหนึ่งที่วางไว้ ให้สนับสนุนกำลังพลเรือดำน้ำ และส่งกำลังบำรุง แต่ขณะที่ยังไม่มีเรือดำน้ำ ก็จะสามารถนำไปใช้ในภารกิจอื่นที่กองทัพเรือมอบหมายได้