ด้าน "นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ" คณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคเพื่อไทย สอบถามถึงแนวทางที่ กกต. ออกมาในช่วง 180 วัน ก่อนมีพระราชกฤษฎีกา ซึ่งมีการระบุว่ายังไม่ครบองค์ประกอบ ดังนั้น จึงไม่มีความผิด ถ้าเช่นนั้น จะมีข้อห้ามไว้ทำไม เหตุใดไม่รอประกาศกฤษฎีกาก่อน
โดย ร.ต.อ.ชนินทร์ ได้ชี้แจงประเด็นที่กมธ.ซักถาม ในเรื่องของการใช้งบประมาณหาเสียง ให้ถือตามเกณฑ์เดิมไปก่อน เพราะในช่วงแรกคาดว่าคงไม่มีใครใช้ไปถึง 1.5 ล้านบาททันที คงจะเป็นการทยอยใช้ จึงได้ออกประกาศเป็นแนวทางไว้ก่อน หากไม่ออกประกาศออกมาก็จะมีคำถามอีกว่าทำอะไรได้บ้าง
ทั้งนี้ หากมีการยุบสภาก่อนครบวาระ หากมีการกระทำผิดแนวทางในเวลานี้ จะมีความผิดหรือไม่นั้น ซึ่งกรณีนี้คงต้องเป็นความความเห็นทางกฎหมาย เกี่ยวกับฐานความผิด ขณะที่กระทำมีข้อพิจารณาอีกแบบหนึ่ง ต้องหารือกันอีกหลายรอบในเรื่องทฤษฎีทางกฎหมาย แต่หากกระทำความผิดไปแล้วก็ต้องรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น
"แนวทางไม่ใช่กฎระเบียบ ไม่มีข้อผูกพัน เพียงแต่กำหนดไว้เป็นแนวทางให้เข้าใจ เพื่อให้ระเบียบเกิดความชัดเจนมากขึ้น จึงตัองยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นเกิดเป็นภาพ ว่าอะไรทำได้ไม่ได้" ร.ต.อ.ชนินทร์ ระบุ
สำหรับการหาเสียงทางออนไลน์ หากมีค่าใช้จ่ายก็ต้องคิดรวมด้วย แต่หากไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย ก็ไม่ต้องนำมาคิด ในกรณีมีแฟนคลับมาช่วยหาเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์ หากใช้งบประมาณเกิน 10,000 บาท ต้องมาแจ้งผู้สมัครฯ ให้นำมาคิดรวมด้วย
ส่วนข้อความบนป้ายห้ามมีการใส่ร้ายป้ายสี หรือข้อความเท็จหรือการสัญญาว่าจะให้ ซึ่งหากมีเรื่องร้องเรียนก็จะอยู่ที่ศาลวินิจฉัย และเมื่อมีเหตุภัยพิบัติ สมาชิกจะช่วยประชาชนนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่าการหาเสียง คือ การค้านโยบายและตัวตนของผู้สมัครเพื่อให้เกิดความนิยม จึงต้องมีกฎหมายกำหนดว่าห้ามการนำสิ่งของหรือเงินไปมอบให้
"หากสงสารประชาชนจริงๆ จะต้องบริจาคให้ได้ ท่านก็บริจาคโดยที่ไม่แสดงตัวตน ถ้าอย่างนั้นจะได้บุญเยอะกว่า เคยแนะนำคนอื่นไปเยอะเรื่องนี้ เขาก็บอกไม่ได้ ต้องแสดงตัวตนให้ได้ ก็จะเข้าข่ายความผิด คนเงินเยอะก็จะได้เปรียบ ทำนอกเขตได้ไหม ถ้าท่านไปแอบทำ ไม่มีใครรู้เห็น ก็ไม่มีใครว่า ท่านได้บุญล้วนๆ แต่ถ้าทำแล้วมาโพสต์เฟซบุ๊กแบบนี้ มันก็เป็นการหาเสียงอย่างหนึ่ง" ร.ต.อ.ชนินทร์ กล่าว
นอกจากนี้ ปัญหาที่กฎหมายเลือกตั้งยังค้างคา และเขตเลือกตั้งที่แบ่งใหม่ยังไม่ชัดเจนนั้น ตอนนี้เรื่องอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังพิจารณา จะช้าเร็วก็อยู่ที่ศาล และการหาเสียงในเขตเลือกตั้งที่ยังไม่ชัดเจน เรียนไปแล้วว่า เพราะกฎหมายเลือกตั้งยังไม่ผ่าน ไม่ใช่ความผิดของ กกต. ซึ่ง กกต. อยู่บนพื้นฐานของความไม่ชัดเจนเท่ากัน
"กกต. ก็ยิ่งหนักกว่า เพราะโดนสื่อมวลชนด่าทุกวันว่าไม่ชัดเจน ก็กฎหมายยังไม่ออก จึงไม่สามารถแบ่งเขตได้ แต่เพื่อให้ผู้สมัครที่อยากหาเสียงดำเนินการไปก่อนได้ จึงต้องใช้ระเบียบยึดตามเขตเลือกตั้งเดิมไปก่อน" ร.ต.อ.ชนินทร์ กล่าว