ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องทำก็คือ การเขียนกฎหมายจะต้องมีความชัดเจนในตัวบท และถ้อยคำที่ใช้ เช่นกรณีที่มีการร้องเรียนเรื่องข้อกำหนดของเภสัชกรในร้านขายยา ในกฎหมายเขียนว่าหน้าที่ของเภสัชกรมีหน้าที่ "ขายส่งยา" นี่แปลว่าอะไร คนที่ไม่รู้ ก็ไม่รู้ว่า ขายส่ง หรือขายปลีก เพราะภาษาแบบนี้ ถ้าบอกว่าขายส่งอาจจะเป็นการขายเยอะ แต่จริงๆ หมายความว่าการขาย และการส่งมอบยา ดังนั้น เวลาไปปฏิบัติก็เกิดปัญหา
นายพีระพันธ์ุ์ กล่าวต่อว่า หรือกรณีของชาวประมง ในมาตรา 57 ตามพระราชกำหนดประมง ที่บอกว่า ในการจับสัตว์น้ำต้องไม่มีปลาขนาดเล็กติดมาเลย แล้วใครจะไปคัดเลือกตอนลากมา การเขียนแบบนี้ทำให้เกิดปัญหา ทุกอย่างจึงกลายเป็นว่าไป อยู่ในอำนาจดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ถ้าเจอเจ้าหน้าที่ดี ก็ดีไป หากเจ้าหน้าที่ไม่ดี ใช้ดุลยพินิจที่กลั่นแกล้งชาวบ้าน ก็ทำให้เกิดความเดือดร้อน ขณะเดียวกันก็เป็นช่องทางที่ทำให้เกิดการทุจริต ประพฤติมิชอบได้อีก
“ผมเชื่อว่าการที่จะทำให้บ้านเมืองดีขึ้น จะต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ให้มีความสมดุลกันระหว่างการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติตามกฎหมายกับคนที่จะถูกบังคับการใช้กฎหมายให้มีความถูกต้อง เสมอภาคเท่าเทียมกัน ทั้งในการใช้กฎหมาย และถูกใช้บังคับกฎหมาย การที่จะแก้ไขสิ่งเหล่านี้ได้ จะต้องใช้เวลามากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับปัจเจกบุคคล แต่ละคนไม่เหมือนกัน ประสบการณ์ ความรู้แต่ละคนแตกต่างกันไม่มีมาตรฐานเวลาที่แน่นอน แต่ส่วนตัวผมนั้นในหลายปัญหาของประชาชนที่แก้ไขได้อย่างรวดเร็ว มาจากประสบการณ์ที่ทำงานมาและใช้หลักเกณฑ์ทางกฎหมายเป็นหลัก เพราะมั่นใจว่าต้องใช้หลักของกฎหมายนำ" นายพีระพันธุ์ กล่าว
ที่ปรึกษานายกฯ ระบุว่า แต่ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ (2ก.ย.) บางครั้งการปฏิบัติ แทนที่จะพูดที่จุดเริ่มต้นที่เลข 1 กลับไปพูดกันที่ 8,9,10 คือ ถ้าไม่เริ่มจาก 1 ก็ทำให้การแก้ปัญหาหรือการปฏิบัติไปต่อไม่ถูกต้อง จะเห็นว่าเวลาชาวบ้านเดือดร้อน เจ้าหน้าที่ราชการปฏิบัติงานแล้วผิดพลาด เป็นเพราะการเริ่มต้นที่ผิดแบบนี้ ทำให้ไม่เข้าใจกัน ทั้งที่จริงต้องเริ่มจากรากเหง้าของปัญหาก่อนว่า สาเหตุมาจากอะไร แล้วจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้
อย่างไรก็ตาม ในฐานะประธานคณะกรรมการชุดนี้ สิ่งที่ได้เห็นชัดเจนมาตลอด คือ ปัญหาเรื่องปากท้อง เรื่องเศรษฐกิจของประชาชน ที่ประชาชนต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่เชื่อมโยงและเกี่ยวข้องกับกฎหมายทั้งสิ้น ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบจากหลายๆ เรื่องไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด หรือสงคราม จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะหาทีมเศรษฐกิจไหนมาแก้ เพราะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งโลก
ขณะเดียวกัน สิ่งที่ทำได้ คือ ทำอย่างไรที่จะช่วยให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มฐานราก คนหาเช้ากินค่ำ ได้มีโอกาสทำมาหากิน ผ่านช่วงนี้ไปได้ก่อน ทำอย่างไรที่จะปลดล็อกเงื่อนไขกฎหมายหลายอย่างที่เป็นเงื่อนไขจำกัดไว้ ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี และยังมีหลักเกณฑ์กฎหมายมาบังคับปิดกั้น เท่ากับเป็นการซ้ำเติมให้ใช้ชีวิตยากขึ้นไปอีก ซึ่งเห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องทำเร่งด่วนในขณะนี้
"ผมเชื่อว่าคิดว่าการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสำคัญคือต้องแก้ที่ระดับชาวบ้านก่อน ให้เขาไปได้ ปัญหาอะไรที่ติดล็อกในเรื่องเงื่อนไขกฎหมายก็ต้องกำจัดออกไป เพื่อให้เขาเดินหน้ากันไปได้ ไม่ใช่การมองที่ภาพเศรษฐกิจใหญ่ๆ ลงมา แต่เราต้องมองจากกลุ่มประชาชน เศรษฐกิจเล็กๆ เหล่านี้ เพราะถือว่าถ้าฐานแข็งแรง เศรษฐกิจระดับใหญ่ขึ้นก็จะแข็งแรงไปด้วย" นายพีระพันธุ์ กล่าว