การเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ภายใต้กติกาเลือกตั้งใหม่ ที่พรรคการเมืองขนาดใหญ่ต่างรู้เท่าทัน ต้องแตกแบงก์พันกระจายพรรคย่อย ทำให้พรรคเพื่อไทย แตกหน่อ ออกมาเป็น"พรรคไทยรักษาชาติ" แต่สุดท้ายก็โดนยุบพรรค
อย่างไรก็ดี ยังมีพรรคอะไหล่อีกหนึ่ง นั่นคือ "พรรคเพื่อชาติ" ก่อเกิดจากเหล่าแกนนำเสื้อแดงผู้ภักดีนายใหญ่ โดยมี "ยงยุทธ ติยะไพรัช" เบอร์ใหญ่จากเมืองเหนือคอยรับอาณัตสัญญาณเคลื่อนไหวทางการเมืองขณะนั้น ซึ่งก็เป็นไปตามหมากเกมวางไว้ เมื่อ"พรรคเพื่อชาติ"ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อ ถึง 5 ที่นั่ง ( ยังไม่นับกรณี "ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ" ย้ายพรรคเพื่อไทยเข้ามารวมเป็น 6 คน )
หนึ่งในนั้นคือ "อารี ไกรนรา" ได้สวมสูทผูกเนคไทเข้าสภาสมใจ พร้อมยังเป็นความภาคภูมิใจของเหล่าแดงนปช.อีกด้วย โดยเฉพาะ จตุพร พรหมพันธ์ุ" ที่เคยผลักดันพรรคพวกให้ได้ดิบได้ดีในทางการเมือง
ทว่า "อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย" เช่นเดียวกับ สนามการเมืองไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวร การทำหน้าที่ ของ "อารี ไกรนรา" ในฐานะส.ส.ฝ่ายค้านในสภาพลิกเปลี่ยน เมื่อครั้งโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อเดือนก.พ.ปี 64 ด้วยการงดออกเสียง รมต.ฝ่ายรัฐบาล อย่างมีนัยยะ
และนั่นก็เป็นจุดแตกหักความสัมพันธ์ เหล่าแกนนำเสื้อแดงชนิดที่ต่างคนต่างไป ต่างมีโอกาสก็ต้องเลือก
"สังคมไทยภายหลังการอภิปรายฯ แต่ละฝ่ายก็มีการพูดกันถึงเรื่อง ส.ส.ในพรรคโหวตสวนมติพรรค โดยเฉพาะพรรคที่ผมไปเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้ (เพื่อชาติ) และปฎิเสธไม่ได้กับคนที่ใกล้ชิด อย่าง "นายอารี ไกรนรา" ส.ส.พรรคเพื่อชาติ ก็เลือกวิถีทางของตัวเองและถือเป็นการแยกทางกันทางการเมืองอย่างเป็นทางการ"
"จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช.โพสต์ข้อความถึง "อารี ไกรนรา" หลังศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรมต. เมื่อเดือนกพ. 64
อีกประการ การอยู่เป็นทางการเมือง ของ "อารี ไกรนรา" ภายใต้สีเสื้อ"เพื่อชาติ"เพลานี้ที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนของพรรค เพราะแม้แต่ "ศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ" ซึ่งมาเป็นหัวหน้าพรรค กำลังถูกขับพ้นตำแหน่งหัวหน้าพรรคในการประชุมกรรมการบริหารพรรคที่จะมีขึ้นเร็วๆนี้ จึงเป็นสภาพที่" อารี ไกรนรา" รับรู้ถึงสถานการณ์ว่าถึงจังหวะประเหมาะควรจะเลือกเส้นทางเดินใหม่ กับ พรรคที่พร้อมเปิดโอกาส พร้อมทั้งกระสุนดินดำสนับสนุนให้"อารี" ได้ลงสู้ศึกเลือกตั้งในสนามปักษ์ใต้อย่าง "ภูมิใจไทย"