อ.กฤษฎา ชี้ถอดถอน 'ทรัมป์' รอบ 3 สะใจแต่ไม่ง่าย ติดด่านหิน สว. 2 ใน 3
06 พ.ย. 2569 | apirak_pra

อ.กฤษฎา บุญเรือง วิเคราะห์กระแสเดโมแครตจ่อถอดถอน 'โดนัลด์ ทรัมป์' รอบที่ 3 ชี้แม้คุมสภาล่างยื่นข้อหาได้ง่าย แต่ชั้นวุฒิสภายากยิ่ง เหตุต้องใช้เสียง 2 ใน 3
ข่าว
06 พ.ย. 2569 | apirak_pra

อ.กฤษฎา บุญเรือง วิเคราะห์กระแสเดโมแครตจ่อถอดถอน 'โดนัลด์ ทรัมป์' รอบที่ 3 ชี้แม้คุมสภาล่างยื่นข้อหาได้ง่าย แต่ชั้นวุฒิสภายากยิ่ง เหตุต้องใช้เสียง 2 ใน 3
KEY
POINTS
จับตากระแสการเมืองร้อนแรงในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หลังพรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะครั้งใหญ่ในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 จนสามารถทวงคืนเสียงข้างมากในสภาคองเกรสกลับมาได้ทั้งสองสภา ส่งผลให้เริ่มมีกระแสผลักดันการเปิดกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดี (Impeachment) โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นครั้งที่ 3
ด้าน อ.กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ ออกบทความวิเคราะห์ชี้ชัดว่า แม้การถอดถอนจะสร้างความสะใจให้ฝ่ายตรงข้าม แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะยังติดด่านหินตามรัฐธรรมนูญในชั้นวุฒิสภาที่ต้องใช้เสียงเห็นชอบเด็ดขาดถึง 2 ใน 3
บทความวิเคราะห์เรื่อง "ถอดถอนทรัมป์ครั้งที่สาม สะใจแต่ไม่ง่าย" โดย อ.กฤษฎา บุญเรือง ระบุรายละเอียดถึงกลไกและประวัติศาสตร์ของกระบวนการถอดถอนตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ไว้ดังนี้
กระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่ง (Impeachment) คือหลักการตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ที่ใช้สำหรับกล่าวหาและไต่สวนเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐ รวมถึงประธานาธิบดี ในกรณีที่มีความผิดร้ายแรง โดยมีลักษณะคล้ายกับการดำเนินคดีในศาลแบบ 2 ขั้นตอน ซึ่งแบ่งหน้าที่กันระหว่างสองสภาของรัฐสภา
หลังจากการเลือกตั้งกลางเทอมล่าสุดที่พรรคเดโมแครตคว้าชัยชนะและกลับมาครองเสียงข้างมากทั้งสองสภาในสภาคองเกรส (ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา) เริ่มมีกระแสข่าวในวอชิงตัน ดี.ซี. ถึงความเป็นไปได้ในการเปิดกระบวนการถอดถอนประธานาธิบดี ทรัมป์ อีกครั้ง แม้การครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรจะช่วยให้พรรคเดโมแครตยื่นข้อหาถอดถอนได้ง่ายด้วยคะแนนเสียงเกินครึ่งหนึ่ง (มากกว่า 50%) แต่เส้นทางจริงในการสั่งพ้นจากตำแหน่งกลับตกอยู่ที่ วุฒิสภา
ต่อให้พรรคเดโมแครตมีที่นั่งในวุฒิสภาประมาณ 54 ถึง 56 เสียง รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ก็กำหนดให้การลงมติถอดถอนต้องใช้ มติเสียงข้างมากเด็ดขาด 2 ใน 3 (67 เสียง) ซึ่งหมายความว่าต้องดึงเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภาฝั่งรีพับลิกันอีกอย่างน้อย 11 ถึง 13 เสียง มาร่วมโหวตเห็นชอบด้วย การถอดถอนให้สำเร็จในชั้นวุฒิสภาจึงยังคงเป็นด่านที่ยากลำบากอย่างยิ่งในทางทางการเมือง
สภาผู้แทนราษฎรจะทำหน้าที่เหมือนคณะลูกขุนใหญ่ (Grand Jury) หากสมาชิกสภาเกินครึ่งหนึ่ง (มากกว่า 50%) ลงมติเห็นชอบกับข้อหาอย่างเป็นทางการ หรือที่เรียกว่า "ญัตติถอดถอน" (Articles of Impeachment) ประธานาธิบดีคนนั้นก็จะถูก "ตั้งข้อหาถอดถอน" อย่างเป็นทางการ แต่นี่ยังไม่ได้หมายความว่าถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งทันที เป็นเพียงการส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการไต่สวนเท่านั้น
วุฒิสภาจะทำหน้าที่เป็นศาลไต่สวน โดยมีสมาชิกวุฒิสภาทำหน้าที่เป็นคณะลูกขุน การจะถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่งได้นั้น รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องใช้มติเสียงข้างมากเด็ดขาด 2 ใน 3 (อย่างน้อย 67 จาก 100 เสียง)
เนื่องจากการจะได้เสียงถึง 67 เสียงนั้น จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันจากทั้งสองพรรคการเมือง การถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่งจึงถูกออกแบบมาให้ทำได้ยากมากเป็นพิเศษ
ในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ มีประธานาธิบดีเพียง 3 คนเท่านั้นที่เคยถูกสภาผู้แทนราษฎรตั้งข้อหาถอดถอน และยังไม่เคยมีใครถูกวุฒิสภาลงมติให้พ้นจากตำแหน่งเลยแม้แต่คนเดียว
แอนดรูว์ จอห์นสัน (ค.ศ. 1868): ถูกตั้งข้อหาหลังจากขัดแย้งกับรัฐสภาเกี่ยวกับนโยบายหลังสงครามกลางเมือง และสั่งปลดรัฐมนตรีโดยฝ่าฝืนกฎหมายในขณะนั้น ผลการลงมติในวุฒิสภาขาดไปเพียง 1 เสียงเท่านั้นก็จะถึงเกณฑ์ 2 ใน 3 ที่ใช้ถอดถอน
บิล คลินตัน (ค.ศ. 1998): ถูกตั้งข้อหาเบ็จพจน์ (ให้การเท็จต่อศาล) และขัดขวางกระบวนการยุติธรรม จากกรณีความสัมพันธ์อื้อฉาว แต่วุฒิสภาลงมติยกฟ้องทั้งสองข้อหา โดยคะแนนเสียงไม่ถึงแม้แต่ครึ่งหนึ่ง
โดนัลด์ ทรัมป์ (ค.ศ. 2019 และ 2021): เป็นประธานาธิบดีคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ถูกตั้งข้อหาถอดถอนถึงสองครั้ง
ครั้งแรก (ค.ศ. 2019): ถูกตั้งข้อหาจากกรณีถูกกล่าวหาว่ากดดันผู้นำยูเครนให้สอบสวนคู่แข่งทางการเมือง ซึ่งวุฒิสภาลงมติยกฟ้องทั้งสองข้อหา
ครั้งที่สอง (ค.ศ. 2021): ถูกตั้งข้อหาปลุกปั่นให้เกิดการจลาจล จากเหตุการณ์บุกรุกอาคารรัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มกราคม แม้วุฒิสภาจะลงมติเห็นว่ามีความผิดด้วยคะแนนเสียงข้างมาก 57 ต่อ 43 เสียง (โดยมี ส.ว. จากพรรคของเขาเอง 7 คนร่วมลงชื่อ) แต่ก็ยังขาดอีก 10 เสียงจึงจะครบเกณฑ์ 67 เสียงที่กำหนดไว้
ประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ไม่เคยถูกตั้งข้อหาถอดถอน โดยในปี ค.ศ. 1974 ระหว่างวิกฤตการณ์วอเตอร์เกต สภาผู้แทนราษฎรกำลังเตรียมลงมติตั้งข้อหาถอดถอนเขา แต่นิกสันรู้ตัวว่าตนเองไม่มีเสียงสนับสนุนเพียงพอทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาที่จะรอดพ้นคดีได้ เขาจึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งก่อนที่จะมีการลงมติอย่างเป็นทางการ
แม้ว่าพรรคการเมืองหนึ่งจะครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและผ่านข้อหาถอดถอนได้โดยง่าย แต่การรวบรวมเสียงให้ได้ถึง 67 เสียงในวุฒิสภานั้นถือเป็นอุปสรรคที่สูงมาก หากปราศจากความเห็นพ้องต้องกันข้ามพรรคการเมือง การตั้งข้อหาถอดถอนมักจะจบลงด้วยการยกฟ้องในชั้นวุฒิสภาเสมอ