อดีต สว.แนะปลดล็อกเงื่อนไขให้ SMEs-Start Up เข้าถึงโซลาร์ ปชช.
06 พ.ย. 2569 | katchatapong_lee

อดีต สว.แนะ รัฐบาลปลดล็อกเงื่อนไขการเงิน-หลักทรัพย์ค้ำประกันให้ "SMEs-Start Up" มีโอกาสโซลาร์ภาคประชาชน - หวังสร้างความโปร่งใส-เท่าเทียม-เป็นธรรม
ข่าว
06 พ.ย. 2569 | katchatapong_lee

อดีต สว.แนะ รัฐบาลปลดล็อกเงื่อนไขการเงิน-หลักทรัพย์ค้ำประกันให้ "SMEs-Start Up" มีโอกาสโซลาร์ภาคประชาชน - หวังสร้างความโปร่งใส-เท่าเทียม-เป็นธรรม
นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงโครงการโซลาร์ภาคประชาชนว่า โครงการดังกล่าวยังมีอุปสรรค และนโยบายที่ไม่เอื้อต่อผู้ประกอบการรายเล็ก เช่น เงื่อนไขค้ำประกันสูง มีการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับเหมาหรือผู้ประกอบการต้องวางหลักประกัน หรือมีภาระผูกพันทางการเงินสูง ซึ่งทำให้ SME ที่มีทุนหมุนเวียนน้อยไม่สามารถเข้าร่วมได้ อีกทั้งยังมีกฎระเบียบและความซับซ้อนมาก ขั้นตอนการขออนุญาตเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า หรือการตรวจประเมินมาตรฐานอุปกรณ์ใช้เวลานาน ทำให้ผู้ประกอบการตัวเล็กเสียโอกาส นอกจากนี้ การกำหนดราคากลางหรือเงื่อนไขที่ไม่ยืดหยุ่น อาจทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กรับงานแล้วแบกต้นทุนบริการหลังการขาย 5-7 ปีไม่ไหว จนเกิดปัญหาทิ้งงาน
นายสุรเดช กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะเกิดประโยชน์สูงสุด หากรัฐบาลเปิดให้มีการเข้าร่วมโครงการอย่างเสรี โดยมุ่งเน้นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) บริษัทขนาดเล็กทั่วประเทศ สตาร์ทอัพ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานมากขึ้น เพื่อเป็นการกระจายรายได้ไปยังเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง กระตุ้นการเติบโตของธุรกิจท้องถิ่นและสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากปัจจุบันมีข้อห่วงใยจากหลายภาคส่วนว่า มีการกระจุกตัวอยู่แค่เพียงกลุ่มบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่เพียงไม่กี่รายเท่านั้น
"การช่วย SMEs จะทำให้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น และยังเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับรายใหญ่ เป็นการกระจายรายได้และโอกาสให้ผู้ประกอบการติดตั้งโซลาร์เซลล์รายย่อย นอกจากนี้ การให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมกับงาน ยังจะทำให้เกิดการจ้างงานและกระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจฐานราก ที่สำคัญช่วยเป้าหมาย Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศได้อย่างแท้จริงเมื่อภาคธุรกิจขนาดเล็กเข้ามามีส่วนร่วม" นายสุรเดช กล่าว
ส่วนข้อห่วงใยบริษัทขนาดเล็ก อาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องทุนหรือศักยภาพในการปฏิบัติงานนั้น นายสุรเดช เสนอแนะให้รัฐบาล กำหนดคุณสมบัติ และเกณฑ์มาตรฐานที่ชัดเจนสำหรับผู้ประกอบการที่จะเข้าร่วมโครงการ เช่น คัดเลือกบริษัทที่มีประวัติการทำงานน่าเชื่อถือ มีทีมงานมืออาชีพ มีความพร้อมทางด้านเทคนิค และเพื่อป้องกันความเสี่ยงเรื่องการทิ้งงานระหว่างก่อสร้าง หรือรัฐอาจเข้าไปเสริมในส่วนที่เป็นข้อจำกัดให้บริษัทเหล่านี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลสนับสนุนการกระจายรายได้และการช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่ม เหมือนกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนต่างได้ประโยชน์จากโครงการดังกล่าว ตรงนี้จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความเสียหายและความเดือดร้อนให้กับประชาชนเจ้าของบ้านหรืออาคารที่เข้าร่วมโครงการ
นายสุรเดช ยังเสนอแนะให้มีระบบการวางหลักประกันสัญญาและมาตรการควบคุมคุณภาพที่รัดกุมตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ ควบคู่ไปกับการให้คำแนะนำและสนับสนุนองค์ความรู้จากภาครัฐ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้กับภาคประชาชนว่าโครงการโซลาร์ภาคประชาชนจะดำเนินแล้วเสร็จอย่างมีคุณภาพ ปลอดภัย และได้มาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยคุ้มครองผู้บริโภค และยังเป็นการยกระดับมาตรฐานของกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ไทยให้เติบโตได้ในระยะยาว
นายสุรเดช ยังขอให้รัฐบาลปลดล็อกเงื่อนไขทางการเงิน ลด หรือปรับเปลี่ยนหลักทรัพย์ค้ำประกัน สำหรับผู้ประกอบการ SMEs หรือจัดหามาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษที่เข้าถึงง่าย ปรับปรุงระบบ One Stop Service ในการขออนุญาตขนานไฟฟ้าให้เสร็จสิ้นภายในกรอบเวลาที่ชัดเจน เช่น ภายใน 7 วันทำการ ออกแบบเกณฑ์คัดเลือกให้ผู้รับเหมาหรือผู้ประกอบการท้องถิ่นรายย่อยสามารถรวมกลุ่ม หรือแบ่งขนาดโครงการ S, M, L เพื่อไม่ให้ผูกขาดโดยผู้รับเหมารายใหญ่ ให้ SME สามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษี 1.5 เท่า หรือรับเงินสนับสนุนจากรัฐโดยไม่มีเงื่อนไขซ้ำซ้อนที่ยุ่งยากเกินไป
"รัฐบาลต้องเน้นเรื่องความโปร่งใส เท่าเทียม และความเป็นธรรม เป็นสำคัญ ปัจจุบันยังสามารถปรับแก้เงื่อนไข หลักเกณฑ์ต่างๆ ได้ ผมหวังว่ารัฐบาลจะปรับแก้ เพื่อให้คนตัวเล็ก ตัวน้อยได้มีโอกาสเข้ามามีรายได้จากโครงการดังกล่าว เพื่อให้โครงการโซลาร์ภาคประชาชนเป็นของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง" นายสุรเดช กล่าว