ในภาพรวมความนิยมของพรรคการเมือง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งระบุว่าสนับสนุนพรรคเดโมแครตมากกว่าพรรครีพับลิกันที่สัดส่วน 46% ต่อ 38% แม้ส่วนต่าง 8 จุดเปอร์เซ็นต์นี้จะลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าซึ่งเคยนำอยู่ 11 จุดเปอร์เซ็นต์ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าผู้ลงคะแนนอิสระ (Independent voters) กว่า 50% มองการลงคะแนนครั้งนี้เป็นการแสดงออกเพื่อ "ต่อต้าน" ทรัมป์ ขณะที่มีเพียง 13% ที่ลงคะแนนเพื่อสนับสนุนเขา นอกจากนี้ ประเด็นค่าครองชีพยังถูกยกให้เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจถึง 78% โดยโหวตเตอร์มองว่าพรรคเดโมแครตมีความสามารถในการจัดการปัญหาเศรษฐกิจนี้ได้ดีกว่าพรรครีพับลิกันที่สัดส่วน 43% ต่อ 32%
เดโมแครตหวังพลิกเกมคุมสภาคองเกรส
การเลือกตั้งครั้งนี้มีการชิงชัยเก้าอี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ทั้งหมด 435 ที่นั่ง และเก้าอี้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) อีก 35 ที่นั่ง จากทั้งหมด 100 ที่นั่ง นักยุทธศาสตร์ทางการเมืองวิเคราะห์ว่า พรรคเดโมแครตมีโอกาสสูงในการยึดคืนเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากต้องการที่นั่งเพิ่มอีกเพียง 3 ที่นั่งเท่านั้น ซึ่งหากทำสำเร็จ จะสามารถยับยั้งการผลักดันกฎหมายสำคัญของทรัมป์ เปิดทางให้เกิดการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น หรืออาจนำไปสู่กระบวนการถอดถอนประธานาธิบดี (Impeachment)
อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่ชัยชนะในวุฒิสภาของเดโมแครตกลับมีความยากลำบากมากกว่า เนื่องจากต้องการเก้าอี้เพิ่มถึง 4 ที่นั่ง และในระยะหลังยังเผชิญความเสี่ยงที่จะสูญเสียเก้าอี้สำคัญในรัฐอะแลสกาและมิชิแกน ขณะที่ความตื่นตัวในการออกไปใช้สิทธิพบว่า โหวตเตอร์ฝั่งเดโมแครตมีความพร้อมระดมพลออกไปลงคะแนนสูงถึง 49% เทียบกับฝั่งรีพับลิกันที่อยู่ที่ 33%
กำหนดเวลาปิดหีบและความซับซ้อนในการนับคะแนน
การจัดการเลือกตั้งของสหรัฐฯ เป็นระบบกระจายอำนาจ ซึ่งแต่ละรัฐมีกฎหมายและการบริหารจัดการเลือกตั้งแตกต่างกันตามกรอบของทั้ง 50 รัฐ โดยคูหาเลือกตั้งแห่งแรกๆ ได้เริ่มปิดลงในรัฐเคนทักกีและอินดิแอนา เวลา 18.00 น. ตามเวลานครนิวยอร์ก (หรือ 06.00 น. ของวันที่ 4 พฤศจิกายน ตามเวลาประเทศไทย) ขณะที่หน่วยเลือกตั้งแห่งสุดท้ายบนเกาะอะดัก รัฐอะแลสกา จะปิดหีบในเวลา 01.00 น. ของวันที่ 4 พฤศจิกายน ตามเวลานครนิวยอร์ก
ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เข้าแถวรอก่อนเวลาปิดหีบจะได้รับการลงคะแนนทุกคน และในบางพื้นที่อาจมีการขยายเวลาออกไปตามคำสั่งศาลหากเกิดปัญหาอุปสรรคในการเดินทางหรือการเข้าถึงคูหาในช่วงเช้า
นานแค่ไหนจึงจะทราบผลผู้ชนะที่แท้จริง?
รัฐส่วนใหญ่จะเริ่มรายงานผลคะแนนทันทีหลังปิดหีบ แต่กระบวนการอาจใช้เวลาหลายวันกว่าจะทราบผลการครองเสียงข้างมากอย่างเป็นทางการ เช่นเดียวกับการเลือกตั้งกลางเทอมในปี 2022 ที่สำนักข่าว Associated Press (AP) ต้องใช้เวลาถึง 8 วันหลังวันเลือกตั้งจึงจะสามารถยืนยันเก้าอี้ที่ 218 ของพรรครีพับลิกันได้
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การรายงานผลล่าช้าคือระบบการลงคะแนนทางไปรษณีย์ โดยเฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งอนุญาตให้นับบัตรลงคะแนนที่ประทับตราไปรษณีย์ภายในวันเลือกตั้ง แม้เอกสารจะส่งมาถึงเจ้าหน้าที่ล่าช้าหลังจากนั้นอีก 7 วันก็ตาม
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนให้ระวังปรากฏการณ์ "ภาพลวงตาทางการเมือง" ทั้ง Red Mirage (การที่พรรครีพับลิกันดูเหมือนมีคะแนนนำในตอนแรกจากการนับคะแนนหน้าคูหา) และ Blue Mirage (การที่พรรคเดโมแครตดูเหมือนนำก่อนจากการนับบัตรล่วงหน้า) ซึ่งแนวโน้มอาจพลิกผันได้เมื่อมีการนับบัตรลงคะแนนทั้งหมดครบถ้วน
เนื่องจากสหรัฐฯ ไม่มีหน่วยงานการเลือกตั้งส่วนกลางทำหน้าที่ประกาศผลอย่างเป็นทางการเพียงแห่งเดียว สำนักข่าว Associated Press (AP) จึงได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่รวบรวมและประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการในแต่ละเขตเลือกตั้ง ซึ่ง AP ได้ทำหน้าที่นี้มาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับตั้งแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีแซคารี เทย์เลอร์ ในปี 1848