เนชั่นทีวี

ข่าว

“บิ๊กเกรียง” ลั่นกลางงาน 20 ปี ทพ.42 ชี้ทางออกไฟใต้ ยุติใช้ความรุนแรง-สู้แนวทางการเมือง

03 พ.ย. 2569 | titayu_pur

“บิ๊กเกรียง” ลั่นกลางงาน 20 ปี ทพ.42 ชี้ทางออกไฟใต้ ยุติใช้ความรุนแรง-สู้แนวทางการเมือง

“บิ๊กเกรียง” พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิ และอดีต มทภ.4 ร่วมวันสถาปนา 20 ปี ทหารพราน 42 ย้ำอดีตถึงปัจจุบันยังคงยึดแนวทางงานมวลชน ดับไฟใต้ ปลูกฝังความเข้าใจ ใช้แนวทางการเมืองนำการทหาร

“บิ๊กเกรียง” พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิ และอดีต มทภ.4 ร่วมวันสถาปนา 20 ปี ทหารพราน 42 ย้ำอดีตถึงปัจจุบันยังคงยึดแนวทางงานมวลชน ดับไฟใต้ ปลูกฝังความเข้าใจ ใช้แนวทางการเมืองนำการทหาร

KEY

POINTS

  • พล.อ.เกรียงไกร ร่วมงานวันสถาปนา 20 ปี ทหารพราน 42: รองประธานวุฒิสภา ร่วมงานครบรอบ 20 ปี กรมทหารพรานที่ 42 ย้อนรอยประวัติศาสตร์การตั้งหน่วยตั้งแต่ปี 2549
  • ชูยุทธศาสตร์การเมืองนำการทหารดับไฟใต้: เน้นย้ำการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ต้องไม่ใช้ความรุนแรง แต่ต้องใช้แนวทางทางการเมืองและงานมวลชนสัมพันธ์สร้างความเข้าใจ
  • ยึดมั่นภารกิจปกป้องดูแลประชาชน: หน่วยยังคงเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่รักษาความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินประชาชนในพื้นที่ 4 อำเภอของสงขลาและปัตตานีอย่างต่อเนื่อง

3 พฤศจิกายน 2569 พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เดินทางร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนากรมทหารพรานที่ 42 ครบรอบ 20 ปี เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ที่ผ่านมา โดยกล่าวถึงภารกิจรักษาความสงบเรียบร้อยของหน่วย ทหารพราน 42 ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมเน้นย้ำหัวใจสำคัญในการ ดับไฟใต้ ว่าต้องใช้แนวทางทางการเมือง และงานมวลชนนำการทหาร สร้างความเข้าใจเพื่อให้ประชาชนทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข  

 

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 42 มีการจัดงานเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมทหารพรานที่ 42 ครบรอบปีที่ 20 โดยมี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา ในฐานะอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 และอดีตผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 42 (ผบ.ทพ.42) เดินทางมาร่วมงาน พร้อมด้วยสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ท่ามกลางบรรยากาศที่มีกำลังพลและประชาชนกลุ่มมวลชนทั้งชาวไทยพุทธและไทยมุสลิมเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก

พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา ในฐานะอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 และอดีตผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 42 (ผบ.ทพ.42)

 

พล.อ.เกรียงไกร เปิดเผยถึงประวัติศาสตร์การก่อตั้งหน่วยว่า ทหารพรานกรมที่ 42 มีประวัติศาสตร์การทำงานแบ่งออกเป็น 2 ห้วงเวลาหรือ 2 เวอร์ชัน

“เวอร์ชันแรก คือ กรมทหารพรานที่ 42 จู่โจม ตั้งอยู่ที่จังหวัดตรัง ปฏิบัติภารกิจป้องกันและปราบปรามการก่อการร้ายของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐและใช้ความรุนแรงในยุคนั้น จนกระทั่งสถานการณ์คลี่คลายด้วยการใช้นโยบาย 66/23 นำไปสู่ความเข้าใจและสร้างสันติสุขร่วมกัน กรมทหารพรานที่ 42 จู่โจม ในขณะนั้นจึงได้ปิดการบรรจุไประยะหนึ่ง ซึ่งสมัยนั้นตนเคยทำหน้าที่เป็นผู้บังคับกองร้อยเมื่อปี 2531 ดูแลผลักดันขบวนการโจรจีนคอมมิวนิสต์ (จคม.) ตามแนวชายแดนไทย-มาเลเซีย ทั้งในพื้นที่ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส และ อ.เบตอง จ.ยะลา”

พล.อ.เกรียงไกร กล่าวต่อว่า สำหรับ “เวอร์ชันที่สอง” เกิดขึ้นเมื่อปี 2549 จากสถานการณ์ความไม่สงบและความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ปะทุขึ้น กองทัพบกและกองทัพภาคที่ 4 จึงมีความจำเป็นต้องจัดตั้งกำลังประจำถิ่นเพิ่มเติม จึงได้เปิดการบรรจุกำลัง 2 กรมที่เคยปิดไปขึ้นมาใหม่ คือ กรมทหารพรานที่ 42 และกรมทหารพรานที่ 44 โดยตนได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ฝึกฝนกำลังพล และดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 42 ที่ได้รับการสถาปนาขึ้นใหม่เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549

“นับเป็นเวลา 20 ปีแล้วที่ ทพ.42 ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชนในพื้นที่ เริ่มตั้งแต่พื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ขยายมายังจังหวัดปัตตานี และบางส่วนของจังหวัดยะลา แม้ที่ผ่านมาจะมีความสูญเสียกำลังพลเกิดขึ้นบ้าง แต่หน่วยก็ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะการกำชับเรื่องงานมวลชนสัมพันธ์”

เมื่อถามถึงภาพความร่วมมือของมวลชนไทยพุทธและไทยมุสลิมที่มาร่วมงานวันสถาปนา พล.อ.เกรียงไกร เน้นย้ำว่า กุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาและสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้คืองานมวลชน การพูดคุยสร้างความเข้าใจเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ แม้จะมีความเห็นต่าง แต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรง และหันมาแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีและกระบวนการทางการเมือง

“ปัจจุบันมีการกระจายอำนาจ รัฐบาลให้โอกาสทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม จึงอยากสื่อสารไปยังพี่น้องในพื้นที่ว่า หนทางนำสันติสุขกลับคืนมาคือการที่ผู้เห็นต่างต้องไม่ใช้ความรุนแรง หันมาต่อสู้ในแนวทางการเมือง ปลดล็อกทางกระบวนการยุติธรรมที่ผูกมัดอยู่ เพื่อให้ผู้ที่เคยหลงผิด ถูกชักจูง เป็นแนวร่วม หรือเห็นต่าง หันกลับมาร่วมสร้างสันติสุข”

พล.อ.เกรียงไกร กล่าวทิ้งท้ายโดยส่งกำลังใจให้ประชาชนและกำลังพลในพื้นที่ว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความงดงามของสังคมพหุวัฒนธรรม ประชาชนพุทธและมุสลิมสามารถใช้ชีวิตและทำกิจกรรมร่วมกันได้ตามหลักคำสอนของแต่ละศาสนาที่สอนให้คนเป็นคนดีและรักสามัคคี ทั้งนี้ การที่ตนและสมาชิกวุฒิสภาอย่าง รศ.นิฟาริด และ พล.ต.ต.นิตินัย มาร่วมงานในวันนี้ ถือเป็นการยืนยันความพร้อมในการรับฟังปัญหาของประชาชน เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติและกลไกการตรวจสอบของวุฒิสภา เพื่อสะท้อนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขต่อไป

ข่าวล่าสุด