พล.อ.เกรียงไกร กล่าวต่อว่า สำหรับ “เวอร์ชันที่สอง” เกิดขึ้นเมื่อปี 2549 จากสถานการณ์ความไม่สงบและความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ปะทุขึ้น กองทัพบกและกองทัพภาคที่ 4 จึงมีความจำเป็นต้องจัดตั้งกำลังประจำถิ่นเพิ่มเติม จึงได้เปิดการบรรจุกำลัง 2 กรมที่เคยปิดไปขึ้นมาใหม่ คือ กรมทหารพรานที่ 42 และกรมทหารพรานที่ 44 โดยตนได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ฝึกฝนกำลังพล และดำรงตำแหน่งเป็นผู้บังคับการกรมทหารพรานที่ 42 ที่ได้รับการสถาปนาขึ้นใหม่เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549
“นับเป็นเวลา 20 ปีแล้วที่ ทพ.42 ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชนในพื้นที่ เริ่มตั้งแต่พื้นที่ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ขยายมายังจังหวัดปัตตานี และบางส่วนของจังหวัดยะลา แม้ที่ผ่านมาจะมีความสูญเสียกำลังพลเกิดขึ้นบ้าง แต่หน่วยก็ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง โดยเฉพาะการกำชับเรื่องงานมวลชนสัมพันธ์”
เมื่อถามถึงภาพความร่วมมือของมวลชนไทยพุทธและไทยมุสลิมที่มาร่วมงานวันสถาปนา พล.อ.เกรียงไกร เน้นย้ำว่า กุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาและสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้คืองานมวลชน การพูดคุยสร้างความเข้าใจเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ แม้จะมีความเห็นต่าง แต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรง และหันมาแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีและกระบวนการทางการเมือง
“ปัจจุบันมีการกระจายอำนาจ รัฐบาลให้โอกาสทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม จึงอยากสื่อสารไปยังพี่น้องในพื้นที่ว่า หนทางนำสันติสุขกลับคืนมาคือการที่ผู้เห็นต่างต้องไม่ใช้ความรุนแรง หันมาต่อสู้ในแนวทางการเมือง ปลดล็อกทางกระบวนการยุติธรรมที่ผูกมัดอยู่ เพื่อให้ผู้ที่เคยหลงผิด ถูกชักจูง เป็นแนวร่วม หรือเห็นต่าง หันกลับมาร่วมสร้างสันติสุข”
พล.อ.เกรียงไกร กล่าวทิ้งท้ายโดยส่งกำลังใจให้ประชาชนและกำลังพลในพื้นที่ว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความงดงามของสังคมพหุวัฒนธรรม ประชาชนพุทธและมุสลิมสามารถใช้ชีวิตและทำกิจกรรมร่วมกันได้ตามหลักคำสอนของแต่ละศาสนาที่สอนให้คนเป็นคนดีและรักสามัคคี ทั้งนี้ การที่ตนและสมาชิกวุฒิสภาอย่าง รศ.นิฟาริด และ พล.ต.ต.นิตินัย มาร่วมงานในวันนี้ ถือเป็นการยืนยันความพร้อมในการรับฟังปัญหาของประชาชน เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติและกลไกการตรวจสอบของวุฒิสภา เพื่อสะท้อนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขต่อไป