ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้แถลงการณ์ดุดันบนเครื่องบินประจำตำแหน่ง แอร์ ฟอร์ซ วัน โดยประกาศลั่นว่าข้อตกลงหยุดยิง (MoU) ที่ทำไว้ได้สิ้นสุดลงแล้ว เนื่องจากอิหร่านละเมิดข้อตกลงก่อนด้วยการโจมตีเรือสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซหลังจากปฏิบัติตามกฎได้เพียงสัปดาห์เดียว พร้อมยื่นคำขาดคำเตือนสุดโหดว่า
"จากนี้ไป หากอิหร่านโจมตีเราหนึ่งครั้ง กองทัพสหรัฐฯ จะสวนกลับหนักกว่าเดิมเป็น 20 เท่า"
อย่างไรก็ตาม มาตรการหักดิบเดินหน้าสงครามของทรัมป์ครั้งนี้ เริ่มถูกต่อต้านจากนักการเมืองภายในประเทศ โดยสมาชิกรัฐสภาฝั่งเดโมแครตและอดีตพันธมิตรรีพับลิกันบางส่วนเริ่มออกมาโจมตีทรัมป์ว่ากำลังโกหกคำโตเพื่อลากอเมริกาเข้าสู่สงครามตะวันออกกลางที่ไม่มีวันสิ้นสุด คล้ายกับยุคอดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ในศึกบุกอิรัก ซึ่งส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันดิบโลก (Brent) พุ่งทะยานขึ้นอีก 1% แตะ 78.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อ
อิหร่านรัวขีปนาวุธถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวตและบาห์เรนยับ
ฝั่งกองทัพอิหร่านนำโดย โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภา ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านสื่อโซเชียลตอบโต้คำขู่ของทรัมป์อย่างเผ็ดร้อนว่า
"ยุคของการข่มขู่ขูดรีดมันจบลงแล้ว จงจำไว้ว่า...ถ้ายิงมา เราสวนกลับแน่นอน"
พร้อมเตือนว่าน่านน้ำช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดตามกฎระเบียบของอิหร่านเท่านั้น ไม่ใช่เพราะคำขู่ของอเมริกา ก่อนที่กองทัพ IRGC จะสั่งการให้หน่วยทัพเรือและทัพอากาศเปิดปฏิบัติการล้างแค้นขั้นแรก รัวยิงขีปนาวุธและโดรนถล่มฐานทัพสำคัญของสหรัฐฯ ในต่างแดนทันที นำโดยฐานทัพค่ายอาริฟจาน (Camp Arifjan) และฐานทัพอากาศอาลี อัล ซาเล็ม ในคูเวต รวมถึงฐานทัพจัฟแฟร์ (Juffair) และเชค อีซา ในบาห์เรน