เนชั่นทีวี

ข่าว

อีโบลาบุนดิบูเกียวระบาดหนัก สัปดาห์เดียวติดเชื้อพุ่งร้อยละ 38 ดับทะลุ 200 ราย

19 มิ.ย. 2569 | apirak_pra

อีโบลาบุนดิบูเกียวระบาดหนัก สัปดาห์เดียวติดเชื้อพุ่งร้อยละ 38 ดับทะลุ 200 ราย

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกาเตือนวิกฤตอีโบลาสายพันธุ์หายากระบาดหนักในคองโก-ยูกันดา ยอดติดเชื้อพุ่งกระฉูดร้อยละ 38 ในสัปดาห์เดียว ยอดเสียชีวิตทะลุ 200 ราย ยอมรับยังไร้วัคซีนป้องกัน

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกาเตือนวิกฤตอีโบลาสายพันธุ์หายากระบาดหนักในคองโก-ยูกันดา ยอดติดเชื้อพุ่งกระฉูดร้อยละ 38 ในสัปดาห์เดียว ยอดเสียชีวิตทะลุ 200 ราย ยอมรับยังไร้วัคซีนป้องกัน

KEY

POINTS

  • การระบาดของอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียวในดีอาร์คองโกและยูกันดาทวีความรุนแรง โดยในสัปดาห์เดียวมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 38% และยอดผู้เสียชีวิตรวมทะลุ 200 ราย
  • เชื้อไวรัสเป็นสายพันธุ์ "บุนดิบูเกียว" ที่ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ ทำให้การควบคุมการระบาดเป็นไปได้ยาก
  • การควบคุมโรคเผชิญอุปสรรคใหญ่จากปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ ภูมิประเทศที่เข้าถึงยาก และการขาดแคลนงบประมาณกับบุคลากรอย่างรุนแรง

สำนักข่าวเอพีรายงานแถลงการณ์จากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2569 ระบุว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์ คองโก) และประเทศยูกันดา กำลังทวีความรุนแรงเข้าขั้นวิกฤตขั้นสูงสุด โดยในเวลาเพียง 1 เดือนหลังประกาศการระบาดอย่างเป็นทางการ มียอดผู้เสียชีวิตพุ่งทะลุ 200 รายแล้ว และถือเป็นสถิติการระบาดที่รุนแรงและรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันของการระบาดในอดีต โดยมีจำนวนผู้สัมผัสใกล้ชิดกลุ่มเสี่ยงสูงคาดการณ์ในระบบมากถึง 35,000 ราย

 

สายพันธุ์บุนดิบูเกียวสุดอันตราย ไร้วัคซีน-ไร้ยารักษาอย่างเป็นทางการ

ดร. เวสซัม แมนคูลา นักระบาดวิทยาการแพทย์ของ Africa CDC เปิดเผยว่า ปัจจุบันยอดผู้ติดเชื้อที่ได้รับการยืนยันผลตรวจทางห้องปฏิบัติการแล้วพุ่งสูงถึง 894 ราย ซึ่งเป็นตัวเลขที่รุนแรงกว่าสถิติการระบาดที่เลวร้ายที่สุดของยูกันดาเมื่อปี 2000 ถึง 3 เท่าตัว ซ้ำร้ายยอดผู้ติดเชื้อในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาขยับเพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัวถึงร้อยละ 38 และลุกลามขยายวงกว้างไปแล้วใน 32 เขตสาธารณสุขทั่วภาคตะวันออกของดีอาร์คองโก

สาเหตุสำคัญที่ทำให้การระบาดครั้งนี้ควบคุมได้ยากเนื่องจากเกิดจากเชื้อไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ "บุนดิบูเกียว" (Bundibugyo virus) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดได้ยากและยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาโรคที่ได้รับการอนุมัติใช้งานอย่างเป็นทางการ แตกต่างจากการระบาด 16 ครั้งก่อนหน้านี้ในคองโกที่เป็นสายพันธุ์ "ซาร์" (Zaire virus) ซึ่งมีวัคซีน "เออร์เวโบ" (Ervebo) คอยควบคุมโรคอยู่แล้ว ในปัจจุบันแพทย์ต้องรักษาตามอาการและประคับประคองควบคู่ไปกับการทดลองใช้ยาแอนติบอดี (Monoclonal Antibodies) ที่อยู่ระหว่างวิจัย โดยล่าสุดมีผู้ป่วยหายดีสะสมเพียง 74 รายเท่านั้น

ทีมสุขอนามัยทำการฆ่าเชื้อบริเวณทางเข้าโรงพยาบาลในเมืองบุนยา ทางตะวันออกของดีอาร์คองโก

วิกฤตพื้นที่ขัดแย้ง-เหมืองแร่ อุปสรรคใหญ่ฉุดยอดสืบประวัติเหลือร้อยละ 15

พื้นที่การระบาดหลักกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดอิตูรี (Ituri) ทางตะวันออกของดีอาร์คองโก ซึ่งครองสัดส่วนผู้ป่วยถึงร้อยละ 90 ของประเทศ รวมถึงลามเข้าสู่จังหวัดคิวูเหนือและคิวูใต้ ก่อนจะข้ามพรมแดนเข้าสู่ประเทศยูกันดาซึ่งล่าสุดยืนยันพบผู้ติดเชื้อแล้ว 19 รายและเสียชีวิต 2 ราย

ดร. แมนคูลา ยอมรับว่า มาตรการตามรอยผู้สัมผัส (Contact Tracing) กำลังล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ที่เป็นป่าทึบห่างไกล ถนนหนทางที่ยากลำบาก และปัญหาความไม่สงบจากการสู้รบของกลุ่มติดอาวุธในจังหวัดอิตูรี ซึ่งส่งผลให้มีประชาชนกลายเป็นผู้พลัดถิ่นกว่า 1 ล้านคนและต้องอพยพหนีภัยตลอดเวลา นอกจากนี้กลุ่มผู้ใช้แรงงานในเหมืองแร่ที่เดินทางโยกย้ายถิ่นฐานข้ามเขตบ่อยครั้งก็เป็นอุปสรรคสำคัญ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามและประเมินอาการกลุ่มเสี่ยงได้เพียง 4,000 คน จากที่ควรจะตามรอยให้ได้ขั้นต่ำ 17,000-35,000 คน หรือคิดเป็นอัตราความสำเร็จไม่ถึงร้อยละ 15 เท่านั้น

เจ้าหน้าที่กาชาดกำลังฝังศพของชายคนหนึ่งที่เสียชีวิตจากไวรัสอีโบลา ที่สุสานนยามูรองโก ในเมืองบุนยา จังหวัดอิตูริ ดีอาร์ คองโก

ขาดแคลนงบประมาณและบุคลากรขั้นรุนแรง วอนนานาชาติเร่งปล่อยเงินกู้

วิกฤตการณ์สาธารณสุขในครั้งนี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาทางการเงิน โดยจากยอดเงินบริจาคช่วยเหลือที่นานาชาติต่างเคยให้คำมั่นสัญญาไว้สูงถึง 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาท) เพื่อใช้ต่อสู้กับโรคร้าย ทว่าในความเป็นจริงกลับมีการอนุมัติและส่งมอบเงินมาถึงมือเพียงร้อยละ 10 หรือแค่ 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น

ส่งผลให้ Africa CDC เผชิญภาวะขาดแคลนกำลังพลขั้นวิกฤต โดยในปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จริงเพียง 84 คน จากจำนวนบุคลากรขั้นต่ำที่ประเมินไว้ว่าจำเป็นต้องใช้ถึง 540 คน ซึ่งทางหน่วยงานได้ออกมาวิงวอนให้ประเทศสมาชิกและพันธมิตรทั่วโลก เร่งเปลี่ยนตัวเลขในกระดาษคำมั่นสัญญาให้กลายสภาพเป็นเม็ดเงินและกำลังพลในพื้นที่จริงโดยด่วนที่สุด ก่อนที่สถานการณ์โรคระบาดสายพันธุ์มรณะนี้จะลุกลามจนเกินเยียวยา

ข่าวล่าสุด