ชาวเคนยาฮือต้านศูนย์อีโบลาสหรัฐฯ ขณะดีอาร์คองโกติดเชื้อพุ่ง
02 มิ.ย. 2569 | apirak_pra

ชาวเคนยาประท้วงเดือดต้านสหรัฐฯ สร้างศูนย์กักกันอีโบลา หวั่นสกัดโรคร้ายไม่อยู่ ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่ในดีอาร์ คองโก พุ่งทะลุเกือบ 300 ราย
ข่าว
02 มิ.ย. 2569 | apirak_pra

ชาวเคนยาประท้วงเดือดต้านสหรัฐฯ สร้างศูนย์กักกันอีโบลา หวั่นสกัดโรคร้ายไม่อยู่ ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่ในดีอาร์ คองโก พุ่งทะลุเกือบ 300 ราย
เคนยา เผชิญเหตุจลาจลและความตึงเครียดภายในประเทศอย่างหนัก หลังจากประชาชนจำนวนหลายร้อยคนหลั่งไหลลงสู่ท้องถนนในเมืองนานยูกิ (Nanyuki) ทางตอนกลางของประเทศ เพื่อรวมตัวประท้วงต่อต้านแผนการของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ในการจัดตั้งศูนย์กักกันโรคและโรงพยาบาลสนามสำหรับรองรับพลเมืองชาวอเมริกันที่มีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสอีโบลา ท่ามกลางกระแสความหวาดกลัวของคนท้องถิ่นว่าโครงการดังกล่าวจะนำพาโรคร้ายแรงเข้ามาแพร่ระบาดในประเทศ ขณะที่สถานการณ์การระบาดในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) ยังคงวิกฤตหนัก หลังยอดผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันผลพุ่งทะลุเฉียด 300 ราย และมีผู้ป่วยต้องสงสัยอีกนับพันคนจากเชื้อสายพันธุ์หายากที่ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน
กลุ่มผู้ประท้วงซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวในเมืองนานยูกิ ได้รวมตัวกันเป่านกหวีดและจุดไฟเผาสิ่งกีดขวางเพื่อปิดล้อมเส้นทางสัญจรสำคัญ รวมถึงถนนที่มุ่งหน้าสู่ฐานทัพอากาศไลคิเปีย (Laikipia Air Base) ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของศูนย์กักกันโรคขนาด 50 เตียงของสหรัฐฯ พร้อมทั้งเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ห้างร้านและธุรกิจในเมืองต้องพากันปิดทำการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย
การประท้วงครั้งใหญ่ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากศาลสูงแห่งเคนยามีคำสั่งระงับแผนการจัดตั้งศูนย์กักกันโรคและการเดินทางเข้าประเทศของผู้ป่วยต่างชาติเป็นการชั่วคราว ทว่าชาวเมืองกลับพบเห็นเครื่องบินลำเลียงขนาดใหญ่ C-130 ของกองทัพสหรัฐฯ ยังคงบินเข้าและออกจากฐานทัพอากาศอย่างต่อเนื่องในช่วงสุดสัปดาห์ ส่งผลให้ประชาชนเกิดความไม่พอใจและมองว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำลังละเมิดคำสั่งศาลของเคนยา
ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตั้งใจที่จะมอบเงินสนับสนุนจำนวน 13.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือและยกระดับความพร้อมในการรับมือโรคอีโบลาให้แก่เคนยา แลกกับการส่งตัวพลเมืองอเมริกันที่ไปปฏิบัติงานในแอฟริกาแล้วมีความเสี่ยงสัมผัสเชื้อให้มากักตัวที่นี่แทนการส่งกลับไปกักตัวในสหรัฐฯ เนื่องจากรัฐบาลวอชิงตันมีความกังวลที่จะให้ผู้มีความเสี่ยงเดินทางกลับเข้าประเทศ ขณะที่ประชาชนคนท้องถิ่นและผู้ว่าราชการจังหวัดไลคิเปียต่างยื่นคำขาดคัดค้าน โดยตั้งคำถามสำคัญว่า "หากสิ่งนี้ไม่ดีพอสำหรับอเมริกา เหตุใดมันจึงดีสำหรับเคนยา?" และต้องการให้ย้ายศูนย์นี้ออกไปจากเคนยาทันที
ความหวาดกลัวของชาวเคนยาสอดคล้องกับสถานการณ์จริงในพื้นที่ระบาด โดยกระทรวงสาธารณสุขของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) แถลงอัปเดตตัวเลขล่าสุดว่า พบผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันผลว่าติดเชื้อไวรัสอีโบลาแล้วอย่างน้อย 282 ราย โดยพื้นที่ระบาดหนักที่สุดยังคงอยู่ที่จังหวัดอิตูรี (Ituri) ทางตะวันออกของประเทศ ซึ่งพบผู้ป่วยยืนยันสูงถึง 264 ราย นอกจากนี้ ยอดผู้ป่วยต้องสงสัยทั่วประเทศพุ่งทะยานทะลุ 1,000 รายเข้าไปแล้ว ขณะที่มีรายงานผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้ว 42 รายในคองโก และอีก 1 รายในประเทศยูกันดาซึ่งได้ทำการปิดพรมแดนที่ติดกับดีอาร์ คองโกเรียบร้อยแล้ว
ความน่ากังวลสูงสุดของการระบาดระลอกที่ 17 ในคองโกครั้งนี้ คือการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาสายพันธุ์หายากอย่าง "บุนดิบูเกียว" ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีตัวยาหรือวัคซีนใดๆ ในโลกที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้งานอย่างเป็นทางการ ทำให้การรักษาทำได้เพียงแค่การประคับประคองตามอาการเท่านั้น โดยเชื้อได้กระจายตัวไปใน 22 เขตสุขภาพ ครอบคลุม 3 จังหวัดทางภาคตะวันออกของดีอาร์ คองโก ท่ามกลางอุปสรรคสำคัญในการควบคุมโรค ทั้งเรื่องการขาดแคลนอุปกรณ์ป้องกันในสถานพยาบาลย่อย การติดตามตัวผู้สัมผัสใกล้ชิด รวมถึงปัญหาความไม่สงบจากกลุ่มกองกำลังติดอาวุธกลุ่มกบฏ ADF และกลุ่ม M23 ที่ก่อเหตุโจมตีสังหารพลเรือนไป 16 รายในเขตเบนิ ซึ่งส่งผลกระทบและขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ระบาดอย่างรุนแรง
แม้สถานการณ์ในภาพรวมจะยังคงตึงเครียด แต่ทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้พยายามชี้ให้เห็นถึงสัญญาณบวกและความคืบหน้าในการส่งมอบอุปกรณ์การแพทย์ให้แก่ศูนย์อนามัยในพื้นที่ห่างไกล พร้อมทั้งมีการจัดงานร่วมยินดีกับบุคลากรทางการแพทย์ชาวคองโกที่ติดเชื้อแต่สามารถต่อสู้จนหายป่วยจากโรคร้ายสำเร็จ โดย ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO ได้เดินทางไปเปิดศูนย์รักษาแห่งใหม่ในเมืองบูเนีย พร้อมกล่าวชื่นชมในความกล้าหาญของกลุ่มผู้รอดชีวิตที่เป็นบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ให้ประชาชนมั่นใจว่าโรคนี้สามารถรักษาหายได้หากเข้ารับการดูแลทางการแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ
นอกจากนี้ กลุ่มพันธมิตรเพื่อนวัตกรรมในการเตรียมความพร้อมรับมือโรคระบาด (CEPI) ได้ออกมาประกาศวาระสำคัญ โดยตกลงที่จะอนุมัติและอัดฉีดงบประมาณสนับสนุนจำนวนสูงถึง 62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการวิจัยและพัฒนาวัคซีนทดลอง 3 ตัวล่าสุดที่มุ่งเป้าทำลายไวรัสสายพันธุ์บุนดิบูเกียวโดยเฉพาะ ซึ่งในปัจจุบันเป็นผลงานการพัฒนาของสถาบันความคิดริเริ่มวัคซีนเอดส์นานาชาติ (IAVI), บริษัท โมเดอร์นา (Moderna) และมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด (University of Oxford) เพื่อสร้างหลักประกันและความปลอดภัยทางสาธารณสุขให้แก่มวลมนุษยชาติต่อไปในอนาคต
ข่าวล่าสุด