นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันสถานการณ์ได้เปลี่ยนจากวิกฤตพลังงานเข้าสู่วิกฤตต้นทุน ที่ส่งผ่านไปยังราคาสินค้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนระดับฐานรากและพ่อค้าแม่ค้า ผ่านภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น รัฐบาลจึงมุ่งเน้นการช่วยเหลือผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส ซึ่งพบว่า ร้านค้าที่เข้าร่วมมียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุน แต่ยังมีการสอนให้ผู้ประกอบการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์ยอดขายเพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับแผนการใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก. เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน วงเงิน 200,000 ล้านบาทนั้น นายเอกนิติ ยืนยันว่า ยังมีความจำเป็นต้องเดินหน้าต่อเนื่อง เพราะหากแหล่งผลิตน้ำมันทั่วโลกได้รับความเสียหายจากสงคราม จะทำให้ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี หากประเทศไทยไม่เร่งปรับตัว และลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีสัดส่วนสูงมากในปัจจุบัน จะมีความเสี่ยงสูงหากเกิดวิกฤตซ้ำในอนาคต
“เราต้องการช่วยทั้งคนและช่วยทั้งการเปลี่ยนผ่าน เช่น การส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น โดยการลดค่าครองชีพด้านค่าไฟฟ้าให้ประชาชน และเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว โดยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าของประเทศ”