รัวมิสไซล์ถล่มจอร์แดน: เผยทำลายโรงเก็บเครื่องบินรบ F-35 วอด 4 พิกัด
นอกจากนี้ กองกำลังทางอวกาศของ IRGC (IRGC Aerospace Force) ได้แถลงความสำเร็จในการปล่อยขีปนาวุธนำวิถีข้ามประเทศพิสัยไกลชนิดเชื้อเพลิงแข็ง พุ่งเข้าโจมตีฐานทัพอากาศในประเทศจอร์แดน ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์รองรับกำลังพลและฝูงบินรบหลักของกองทัพสหรัฐฯ โดยแถลงการณ์ระบุว่า ขีปนาวุธของอิหร่านสามารถเจาะทะลวงระบบป้องกันภัยและพุ่งเข้าทำลายเป้าหมายวิกฤตได้ถึง 4 จุดใหญ่ ซึ่งรวมถึง "โรงเก็บเครื่องบินรบอัจฉริยะ F-35" (F-35 fighter jet hangars) และศูนย์บัญชาการควบคุมหลักของสหรัฐฯ จนพังพินาศ
IRGC ระบุว่า ปฏิบัติการในค่ำคืนนี้เป็นการพิชิตเป้าหมายรวมกว่า 21 จุดของฐานทัพเรือและฐานทัพอากาศสหรัฐฯ ทั่วทั้งทวีป รวมถึงความสำเร็จในการสอยโดรนสอดแนมระดับท็อปของสหรัฐฯ อย่าง MQ-9 Reaper ร่วงลงสู่พื้นเหนือจังหวัดบูเชอร์ (Bushehr) พร้อมยื่นคำขาดว่าหากสหรัฐฯ กล้าเปิดฉากโจมตีอีกครั้ง อิหร่านจะระเบิดปฏิบัติการบดขยี้ที่รุนแรงกว่าเดิมเป็นเท่าทวีคูณ
คูเวตระทึกสั่งสกัดกั้นวัตถุระเบิดน่านฟ้า - น้ำมันโลกดีดตัวบวก 1% สวนทางคลังสำรองสหรัฐฯ
ผลกระทบจากการเปิดฉากแลกหมัดด้วยอาวุธหนักข้ามพรมแดน ส่งแรงสั่นสะเทือนลุกลามเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย โดยกองเสนาธิการร่วมกองทัพคูเวต ได้ออกแถลงการณ์ด่วนผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของกองทัพคูเวต "กำลังอยู่ระหว่างปฏิบัติการยิงสกัดกั้นวัตถุระเบิดและเป้าหมายทางอากาศที่เป็นภัยคุกคามเหนือน่านฟ้าคูเวต" พร้อมสั่งให้ประชาชนปฏิบัติตามคำสั่งความมั่นคงอย่างเคร่งครัด ท่ามกลางกระแสความตื่นตระหนกของพลเรือนในกรุงเตหะรานที่ต้องเดินทางไปทำงานท่ามกลางเสียงระเบิดและสภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงลิ่วจากพิษสงคราม
ทางด้านเศรษฐกิจและตลาดพลังงานโลก ราคาน้ำมันดิบดีดตัวบวกเพิ่มขึ้นทันทีประมาณ 1% พลิกฟื้นตัวจากสถิติต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์อย่างรวดเร็ว เนื่องจากนักลงทุนกังวลต่อความปลอดภัยในเส้นทางเดินเรือและวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ปิดตายจนทำให้ยอดการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางลดฮวบลงกว่า 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน ควบคู่กับข้อมูลคลังสำรองน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ที่ลดลงอย่างมาก โดยราคาน้ำมันดิบ เบรนท์ (Brent crude) ขยับเพิ่มขึ้น 83 เซนต์ หรือ 0.9% ไปอยู่ที่ 92.29 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบฝั่งสหรัฐฯ WTI ขยับเพิ่มขึ้น 68 เซนต์ หรือ 0.8% ปิดที่ 88.97 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
อย่างไรก็ตาม พลเอก มาร์ก คิมมิตต์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายการเมืองและการทหารของสหรัฐฯ ได้ออกมาวิเคราะห์สถานการณ์ผ่านอัลจาซีรา โดยมองมุมกลับว่าปฏิบัติการโจมตีรอบนี้ของทั้งสองฝ่ายเป็นการแสดงจุดยืนเชิงแท็กติกตามสัดส่วนเพื่อรักษาหน้าและอำนาจการต่อรอง และคาดว่าสถานการณ์หลังจากนี้จะเริ่ม "ลดระดับความรุนแรงลง" (De-escalation) เพื่อเปิดทางให้ระบบทูตหลังฉากและการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามผลักดันสามารถเดินหน้าต่อไปได้ภายในสิ้นเดือนนี้