เนชั่นทีวี

ข่าว

สัญญาณอันตรายระดับโลก! ผู้เชี่ยวชาญเตือน "อีโบลาพันธุ์ใหม่" ส่อหลุดรอดคุมเข้มแล้ว

18 พ.ค. 2569

สัญญาณอันตรายระดับโลก! ผู้เชี่ยวชาญเตือน "อีโบลาพันธุ์ใหม่" ส่อหลุดรอดคุมเข้มแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญชี้สัญญาณวิกฤต เหตุพบผู้ป่วยอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียวโผล่เมืองหลวงยูกันดาทั้งๆที่ไม่มีความเชื่อมโยงกับผู้ป่วยรายอื่น เตือนยอดระบาดจริงในดีอาร์คองโกอาจซ่อนอยู่อีกเพียบ

ความคืบหน้าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสอีโบลา สายพันธุ์บุนดิบูเกียว (Bundibugyo virus) ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) และประเทศยูกันดา ซึ่งสาธารณสุขโลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด หลังจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศยกระดับให้เป็น "ภาวะฉุกเฉินสาธารณสุขระหว่างประเทศ" (PHEIC) ล่าสุดผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาได้ออกมาแสดงความกังวลต่อรูปแบบการกระจายตัวของเชื้อที่กำลังส่งสัญญาณอันตรายระดับโลก

 

ชี้ปมวิกฤต: โผล่เมืองหลวงโดย "ไม่รู้จัก-ไม่เชื่อมโยงกัน"

ศาสตราจารย์เอเดรียน เอสเตอร์แมน ประธานฝ่ายชีวสถิติแห่งมหาวิทยาลัยแอดิเลด (Adelaide University) ออกมาแสดงทัศนะและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า การพบผู้ป่วยติดเชื้อได้รับการยืนยันผลทางห้องปฏิบัติการแล้ว 2 รายในกรุงกัมปาลา เมืองหลวงของประเทศยูกันดา โดยที่ผู้ป่วยทั้งสองรายนี้ "ไม่มีความเชื่อมโยงทางระบาดวิทยา หรือไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย" ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤต

ศ.เอสเตอร์แมน ระบุว่า ปรากฏการณ์ในลักษณะนี้คือเครื่องบ่งชี้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่า ตัวเลขการระบาดของไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกที่เป็นประเทศต้นทาง น่าจะมีการแพร่กระจายในวงกว้างจนหลุดรอดการตรวจสอบและการคัดกรองของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขท้องถิ่นไปเป็นจำนวนมากแล้ว ซึ่งตัวเลขผู้ติดเชื้อที่แท้จริงในภาคพื้นดินอาจพุ่งสูงกว่าที่ระบบกำลังตรวจจับได้ในปัจจุบันหลายเท่าตัว

ยอดดับพุ่ง-บุคลากรแพทย์สังเวยคาโรงพยาบาล

สถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นถูกตอกย้ำด้วยรายงานขององค์การอนามัยโลก ซึ่งระบุว่าปัจจุบันในจังหวัดอิตูรี (Ituri) ของดีอาร์คองโก มีผู้ป่วยสงสัยแล้วถึง 246 ราย และมีผู้เสียชีวิตที่คาดว่าเกิดจากเชื้อนี้แล้วอย่างน้อย 80 ราย โดยในจำนวนผู้เสียชีวิตรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าอย่างน้อย 4 ราย

ดร.แมตต์ เมสัน อาจารย์อาวุโสประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยซันไชน์โคสต์ (University of the Sunshine Coast) กล่าวว่า การเสียชีวิตของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในโรงพยาบาลสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างและรอยรั่วขนาดใหญ่ในระบบการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ ซึ่งโรงพยาบาลกำลังจะกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะและขยายขนาดการแพร่ระบาด (Amplification) จากภายในสถานพยาบาลออกไปสู่ชุมชนในวงกว้าง

 

นานาชาติระดมกำลังสกัดสายพันธุ์มรณะ "ไร้วัคซีน"

ความน่ากลัวของไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ "บุนดิบูเกียว" ตามข้อมูลจากองค์กรแพทย์ไร้พรมแดน (MSF) คือเป็นสายพันธุ์หายากที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 25-40 และที่ร้ายแรงที่สุดคือ "ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะทาง" ที่ได้รับการรับรองในปัจจุบัน ทำให้กลไกเดียวในการยับยั้งคือการจำกัดวงควบคุมโรคและการกักตัวอย่างเด็ดขาด

ขณะนี้ นานาชาติต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อส่งความช่วยเหลือ โดยอุปกรณ์ทางการแพทย์ฉุกเฉิน มุ้ง และเตียงสนาม น้ำหนักรวมกว่า 7 ตันจาก WHO ได้ถูกส่งถึงเมืองบูเนีย (Bunia) ศูนย์กลางจังหวัดอิตูรีแล้ว ทว่าการทำงานยังคงเต็มไปด้วยอุปสรรคเนื่องจากพื้นที่ระบาดทางตะวันออกของดีอาร์คองโกกำลังประสบปัญหาสงครามกลางเมืองและวิกฤตผู้ลี้ภัยพลัดถิ่นหลายล้านคน ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งให้เชื้อกระจายตัวได้ง่ายขึ้น

มุมมองระบาดวิทยาของ ศ.เอสเตอร์แมน ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ถือเป็นการกระตุกเตือนระบบสาธารณสุขโลกให้มองข้ามตัวเลขรายงานบนหน้ากระดาษ แล้วหันมาเตรียมรับมือกับภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ใต้พรม แนวโน้มหลังจากนี้มาตรการคัดกรองผู้เดินทางเข้าออกเมืองหลวงและพรมแดนระหว่างประเทศในแอฟริกากลางจะต้องทวีความเข้มข้นขึ้นสูงสุด ข้อสังเกตสำคัญคือการพบเคสในเมืองหลวงใหญ่ที่ไม่มีความเชื่อมโยงกัน ยืนยันว่าสายพานการส่งต่อเชื้อในชุมชนได้เริ่มขึ้นแล้ว และหากนานาชาติยังไม่สามารถอุดรอยรั่วในการสืบสวนโรคต้นทางได้ วิกฤตอีโบลาพันธุ์ใหม่ที่ไร้วัคซีนป้องกันครั้งนี้ ก็สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะหลุดรอดข้ามทวีปสู่ระบบการบินสากลในอนาคตอันใกล้