เนชั่นทีวี

ข่าว

ช่องโหว่คุ้มกัน 3 ผู้นำสหรัฐ งานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว

27 เม.ย. 2569

ช่องโหว่คุ้มกัน 3 ผู้นำสหรัฐ งานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว

ชี้ช่องโหว่ Secret Service พลาดร้ายแรง เสี่ยงสุญญากาศอำนาจ เมื่อ ทรัมป์ กับ ผู้นำสหรัฐฯ 3 ลำดับแรก อยู่ในงานเลี้ยงเดียวกัน และถูกโจมตีพร้อมกัน

27 เมษายน 2569 จากเหตุคนร้ายเปิดฉากยิงใส่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย บริเวณ โรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเหล่าผู้นำระดับสูง ร่วมงานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว (WHCD 2026) จนต้องอพยพ ทรัมป์และผู้นำระดับสูง ออกจากพื้นที่เป็นการด่วน โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับกุม โคล โทมัส อัลเลน (Cole Thomas Allen) ผู้ก่อเหตุเอาไว้ได้ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา

 

ล่าสุด วันนี้ (27 เม.ย. 69) อ.กฤษฎา บุญเรือง นักวิชาการอิสระชาวไทย ที่พำนักอยู่ในแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา มีความเชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-ไทย และเศรษฐกิจโลก เขียนบทความเรื่อง “ช่องโหว่ของลำดับการสืบทอดอำนาจ : บทเรียนราคาแพงจากคืนระทึกขวัญที่วอชิงตัน” ระบุว่า

โคล โทมัส อัลเลน (Cole Thomas Allen)

 

เหตุการณ์กราดยิงที่งานเลี้ยงสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว (WHCA) เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก แต่ยังจุดชนวนการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนถึง "ความประมาทเลินเล่อเชิงยุทธศาสตร์" ของหน่วยอารักขาประธานาธิบดี (Secret Service) ที่ปล่อยให้หัวใจหลักของรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งสามลำดับแรก ตกอยู่ในพื้นที่เสี่ยงเดียวกันอย่างน่าเหลือเชื่อ

 

อ.กฤษฎา บุญเรือง

 

ยุทธศาสตร์ที่ไร้ความรอบคอบ : เมื่อหัวเรือทั้งสามอยู่บนเรือลำเดียวกัน

 

ในคืนนั้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์, รองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ และประธานสภาผู้แทนราษฎร ไมค์ จอห์นสัน นั่งรวมกลุ่มกันอยู่ที่โต๊ะเกียรติยศ (Head Table) "นี่คือสัญญาณเตือนภัยที่อันตรายที่สุดต่อหลักการสืบทอดอำนาจ (Line of Succession)"

โดนัลด์ ทรัมป์

 

หากสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงปืนพก แต่เป็นอาวุธระเบิดอานุภาพสูง ผู้นำเบอร์ 1, 2 และ 3 ของประเทศอาจถูกกำจัดไปพร้อมกันในคราวเดียว ก่อให้เกิดภาวะ "สุญญากาศทางอำนาจ" (Power Vacuum) ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา 

 

หากประธานาธิบดี (#1) เสียชีวิตรองประธานาธิบดี (#2) จะขึ้นรับตำแหน่งแทน และคนถัดไปคือ ประธานสภาผู้แทนราษฎร (#3) 

 

ช่องโหว่คุ้มกัน 3 ผู้นำสหรัฐ งานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว

 

การจัดวางตัวบุคคลสำคัญเช่นนี้ จึงถูกมองว่าขัดต่อหลักการบริหารความต่อเนื่องของรัฐบาล (Continuity of Government) อย่างร้ายแรง

 

ลำดับที่ 4 และ 5 : เมื่ออำนาจบริหารอาจตกอยู่ในมือผู้สูงวัย

 

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในเชิงโครงสร้างคือ หากลำดับที่ 1-3 ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ อำนาจจะถูกส่งต่อไปยัง :

 

 • ลำดับที่ 4: ประธานชั่วคราวของวุฒิสภา (President pro tempore of the Senate) ซึ่งปัจจุบันคือ ส.ว. ชัค กราสลีย์ วัย 92 ปี แม้ท่านจะเป็นรัฐบุรุษผู้มากประสบการณ์ แต่ความฉับไวในการตัดสินใจภายใต้วิกฤตการณ์ระดับชาติในวัยเกือบศตวรรษ กลายเป็นประเด็นที่นักวิเคราะห์ความมั่นคงตั้งคำถาม

 

 • ลำดับที่ 5 และถัดไป : หากลำดับที่ 4 ไม่สามารถรับหน้าที่ได้ อำนาจจะตกเป็นของคณะรัฐมนตรี (Cabinet) โดยเริ่มจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตามด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตามลำดับอาวุโสของการก่อตั้งกระทรวง

 

ช่องโหว่คุ้มกัน 3 ผู้นำสหรัฐ งานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว

 

บทเรียนจากประวัติศาสตร์ : เมื่อรัฐบาลต้อง "แยกกันอยู่เพื่อความอยู่รอด"

 

ในอดีต รัฐบาลสหรัฐฯ เคยมีความรอบคอบมากกว่านี้อย่างเห็นได้ชัด โดยใช้หลักการ "ผู้สืบทอดที่ถูกแยกตัว" (Designated Survivor) ในเหตุการณ์สำคัญ:

 

 • เหตุการณ์ 9/11 : ในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนพุ่งสูงสุด หน่วย Secret Service ได้แยกตัวรองประธานาธิบดี ดิ๊ก เชนีย์ ไปยังสถานที่ลับที่ปลอดภัย (Secure Undisclosed Location) ทันที ในขณะที่ประธานาธิบดีบุช อยู่บนเครื่องบิน Air Force One เพื่อรับประกันว่าหากกรุงวอชิงตันถูกโจมตีซ้ำจนสูญเสียผู้นำหลัก จะยังมีผู้สืบทอดอำนาจที่พร้อมบัญชาการต่อ

 

 • การแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) : ตามธรรมเนียมปฏิบัติ จะต้องมีรัฐมนตรีอย่างน้อยหนึ่งคนไม่เข้าร่วมงาน และถูกส่งไปยังสถานที่ลับพร้อมกระเป๋าสั่งการนิวเคลียร์ เพื่อเตรียมพร้อมรับตำแหน่งประธานาธิบดีหากเกิดเหตุวินาศกรรมต่อสภาคองเกรส

 

วิกฤตศรัทธาต่อ Secret Service

 

Secret Service หรือหน่วยอารักขาประธานาธิบดีสหรัฐ คือหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับรัฐบาลกลางภายใต้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ มีหน้าที่หลักสองประการคือ การสืบสวนอาชญากรรมทางการเงิน และหน้าที่สำคัญที่สุดคือ "ภารกิจคุ้มกัน" (Protective Mission) เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับประธานาธิบดี รองประธานาธิบดี และบุคคลสำคัญระดับโลกที่มาเยือนสหรัฐฯ โดยมุ่งเน้นการป้องกันเหตุร้ายก่อนจะเกิดขึ้น

 

ช่องโหว่คุ้มกัน 3 ผู้นำสหรัฐ งานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว

 

อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ลอบยิงโรนัลด์ เรแกน ในปี 1981 จนถึงเหตุการณ์กราดยิงล่าสุด ที่โรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2026 หน่วยงานนี้กำลังเผชิญกับพายุวิพากษ์วิจารณ์ครั้งใหญ่ถึง "ระบบล้มเหลวเชิงโครงสร้าง"

 

จุดบกพร่องที่ซ้ำซากและจุดอ่อนที่เด่นชัด

 

จุดอ่อนที่ถูกโจมตีหนักที่สุดคือ ความล้มเหลวในการควบคุมปริมณฑล การที่ โคล โทมัส อัลเลน สามารถพกพาอาวุธร้ายแรงผ่านจุดตรวจเข้าไปในโรงแรมระดับผู้นำได้ สะท้อนถึงมาตรฐานการคัดกรองที่หย่อนยานคล้ายกับปี 2014 ที่มีชายบุกข้ามรั้วทำเนียบขาวไปถึงห้อง East Room สังคมเริ่มตั้งคำถามว่า เทคโนโลยีและวินัยของหน่วยงานก้าวทันภัยคุกคามยุคใหม่หรือไม่

 

นอกจากนี้ ระบบการอารักขายังถูกวิจารณ์ว่า "ก้าวตามไม่ทันภัยคุกคามแบบหมาป่าเดี่ยว" ข้อมูลข่าวกรองมีช่องโหว่ขนาดใหญ่ เห็นได้จากการที่ผู้ก่อเหตุเขียนคำแถลงการณ์ (Manifesto) เยาะเย้ยความไร้ประสิทธิภาพไว้ล่วงหน้า แต่กลับไม่มีสัญญาณเตือนภัยใดๆ จากหน่วยงานก่อนการลั่นไก

 

ช่องโหว่คุ้มกัน 3 ผู้นำสหรัฐ งานเลี้ยงผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว

 

เสียงเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงจากสภาและสังคม

 

สิ่งที่สภาคองเกรสและสังคมอยากเห็นคือการปฏิรูปใน 3 มิติ :

 

 1 ยุทธศาสตร์แยกผู้นำ : การสั่งห้ามประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีปรากฏตัวร่วมกันในงานสาธารณะ (Separation of Principals) เพื่อประกันว่า "ลำดับการสืบทอดอำนาจ" จะไม่ถูกทำลายในคราวเดียว

 

2. นวัตกรรมการตรวจจับ : การนำ AI และระบบตรวจจับอาวุธที่ทันสมัยมาใช้แทนเครื่องตรวจจับโลหะแบบเดิม

 

3. ความโปร่งใส : การตั้งหน่วยงานตรวจสอบอิสระเพื่อประเมินความผิดพลาด แทนการตรวจสอบกันเองภายใน

 

หาก Secret Service ไม่สามารถปฏิรูปตัวเองให้รวดเร็วกว่า "ความพยาบาท" ของผู้ก่อเหตุได้ ภาพลักษณ์ของปราการเหล็กที่ปกป้องผู้นำโลกเสรี อาจกลายเป็นเพียงอดีตที่ล้มเหลว