เนชั่นทีวี

ข่าว

ซาอุฯ ปรับราคาน้ำมันดิบหลักที่ขายตลาดเอเชีย

07 เม.ย. 2569

ซาอุฯ ปรับราคาน้ำมันดิบหลักที่ขายตลาดเอเชีย

ซาอุดี อารัมโก บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของโลก ประกาศปรับราคาน้ำมันดิบที่ขายตลาดเอเชียเป็น 17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ส่วนต่างราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นสู่ระดับพรีเมียมที่ 19.50 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรล

7 เมษายน 2569 ซาอุดี อารัมโก (Saudi Aramco) บริษัทน้ำมันแห่งชาติของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ที่ได้ชื่อเป็นบริษัทพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก ตัดสินใจปรับเพิ่มราคาขายอย่างเป็นทางการ (Official Selling Price) หรือ OSP สำหรับน้ำมันดิบ "อาหรับ ไลท์" (Arab Light)  สำหรับส่งมอบเดือนพฤษภาคม โดยเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าถึง 17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

สำนักข่าวรอยเตอร์และสำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ราคาน้ำมันดิบ "Arab Light" สำหรับลูกค้าเอเชีย มีส่วนต่าง หรือ พรีเมียม (Premium) สูงถึง 19.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งที่จริงส่วนต่างนี้ เรียกว่า "วอร์ พรีเมียม" (War Premium) หรือ ค่าพรีเมียมความเสี่ยงจากสงคราม ถือเป็น "ต้นทุนส่วนเพิ่ม" ที่ถูกบวกเข้าไปในราคาน้ำมันดิบและค่าขนส่งโดยอัตโนมัติ และถือเป็นระดับสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ แม้ตัวเลขนี้ยังต่ำกว่าการคาดการณ์บางส่วนที่คาดว่าจะพุ่งแตะ 20-30 ดอลลาร์ จากความตึงเครียดอันเป็นผลพวงของสงครามในตะวันออกกลาง 

ซาอุฯ ปรับราคาน้ำมันดิบหลักที่ขายตลาดเอเชีย

เหตุผลที่ซาอุดีอาระเบียยกขึ้นมาอ้างในการปรับราคา 

  • วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ : การปิดช่องแคบที่เป็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญของอิหร่าน ทำให้การลำเลียงน้ำมันเกือบ 20% ของโลก ถูกรบกวน
  • ต้นทุนโลจิสติกส์สูงขึ้น : เมื่อซาอุดีอาระเบีย ต้องใช้ท่าเรือพาณิชย์ยานบู (Yanbu) ในทะเลแดง แทนจุดที่เคยส่งออกปกติ ทำให้ค่าใช้จ่ายในการจัดการเพิ่มขึ้น

เกิดภาวะซัพพลาย ช็อก (Supply Shock) เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ทำให้อุปทานของสินค้า เกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว และส่งผลให้ราคาของสินค้าเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย กรณีนี้เกิดขึ้นเมื่อโรงกลั่นน้ำมันในเอเชีย ยังคงต้องการน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างมาก ทำให้ความต้องการซื้อยังคงเท่าเดิม แม้ราคาจะปรับขึ้น

การปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบ อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของโรงกลั่นน้ำมันในเอเชีย รวมทั้งไทย นำไปสู่การปรับราคาขายปลีกน้ำมัน และค่าขนส่งที่สูงขึ้น ที่อาจนำไปสู่เงินเฟ้อรอบใหม่

ซาอุฯ ปรับราคาน้ำมันดิบหลักที่ขายตลาดเอเชีย

นักวิเคราะห์เตือนว่า ถ้าสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางยังไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลาย และเส้นทางขนส่งน้ำมันยังคงถูกปิดกั้น ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก อาจพุ่งสูงขึ้นไปอีก ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสุดต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้

การปรับราคาน้ำมันครั้งนี้ ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพพลังงานของไทย ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ และโครงสร้างราคาในประเทศอ้างอิงจากราคาตลาดเอเชียเป็นหลัก ผลพวงจะที่ตามมาคือ ต้นทุนนำเข้าจะพุ่งขึ้นทันที เพราะโรงกลั่นน้ำมันในไทยที่สั่งซื้อน้ำมันจากซาอุฯ และกลุ่มตะวันออกกลาง ต้องแบกรับต้นทุนดิบที่สูงขึ้นมหาศาล

ราคาน้ำมันขายปลีกอาจขยับตาม เพราะเมื่อต้นทุนการผลิตสูงขึ้น มีแนวโน้มสูงที่ราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการ จะปรับตัวสูงขึ้นตาม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง นำไปสู่ผลกระทบต่อค่าครองชีพ เพราะเมื่อต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น จะกดดันภาคขนส่งและภาคการผลิตสินค้า ที่อาจนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ และการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในระยะต่อไป

ซาอุฯ ปรับราคาน้ำมันดิบหลักที่ขายตลาดเอเชีย