เนชั่นทีวี

Business

นักวิชาการ มธ.เตือน อาหารจานละ 120 ไม่เกินจริง จับตา ก.ย.กระทบหนัก

07 เม.ย. 2569

นักวิชาการ มธ.เตือน อาหารจานละ 120 ไม่เกินจริง จับตา ก.ย.กระทบหนัก

เตรียมใจ! อาหารจานละ 120 อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัว นักวิชาการ มธ. เตือนวิกฤตปุ๋ยเคมีพุ่งกระสอบละ 2,000 บาท หลังช่องแคบฮอร์มุซปิดตาย กระทบห่วงโซ่อาหารไทยเต็มรูปแบบ ก.ย. นี้! พร้อมเปิด 3 ทางรอดก่อนไทยขาดแคลนอาหาร"

7 เมษายน 2569 รศ.ดร.วรภัทร วชิรยากรณ์ อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีการเกษตรกร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยเคมี ผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ อาทิ จากประเทศซาอุดีอาระเบีย โอมาน กาตาร์ ฯลฯ รวมแล้วมากกว่า 40% ของการนำเข้าทั้งหมด ฉะนั้นจากสถานการณ์ในปัจจุบัน รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการ 3 เรื่องใน 3 ระยะไปพร้อมๆ กัน  ประกอบด้วย
 

ระยะเร่งด่วน
 

ต้องเร่งแสดงจุดยืนความเป็นกลางในเวทีโลกให้ชัดเหมือนกับสวิตเซอร์แลนด์ และเดินหน้าเจรจาทำข้อตกลงกับทางรัสเซีย และจีน ในการขอเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าปุ๋ยเคมีให้มากขึ้น รวมถึงกระจายแหล่งนำเข้าปุ๋ยและวัตถุดิบ พร้อมกับจัดทำระบบสำรองปุ๋ยสำหรับช่วงเพาะปลูกสำคัญ และติดตามสต๊อกจริงแบบใกล้ชิด เพื่อกันความเสี่ยงด้านราคา และการขาดช่วงของอุปทาน ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับความเสี่ยงปัจจุบันของตลาดโลกที่เชื่อมโยงพลังงาน การขนส่ง และปุ๋ยเข้าด้วยกัน โดยเหล่านี้จะช่วยบรรเทาปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยเคมี จากการที่ไม่สามารถนำเข้าจากช่องแคบฮอร์มุซได้
 

ทั้งนี้ ปัญหาช่องแคบฮอร์มุซได้ซ้ำเติมราคาปุ๋ยเคมีในประเทศไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนมาก่อนแล้ว เมื่อไม่สามารถนำเข้าปุ๋ยเคมีจากช่องแคบฮอร์มุซได้ จึงทำให้ราคาปุ๋ยเคมีในไทยปรับตัวขึ้นอย่างมาก จากเดิมที่กระสอบละ 600 บาท เพิ่มเป็นกระสอบละ 2,000 บาท
 

หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ราคาพืชผัก ข้าวสาร รวมถึงน้ำมันปาล์ม ที่จะส่งผลต่อเนื่องให้ราคาน้ำมันดีเซลแพงขึ้น ก็จะแพงขึ้นทั้งหมด คาดอาจจะได้เห็นอาหารจานละ 120 บาท ซึ่งทั้งหมดนี้จะเริ่มเห็นผลกระทบในเดือน พ.ค. 2569 และจะเห็นผลกระทบอย่างเต็มที่ก่อนเดือน ก.ย. 2569 
 

รศ.ดร.วรภัทร วชิรยากรณ์ อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีการเกษตรกร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

รศ.ดร.วรภัทร กล่าวต่อไปว่า แม้ทางกระทรวงพาณิชย์จะมีมาตรการ อาทิ ปุ๋ยคนละครึ่ง ปุ๋ยธงเขียว หรือบัตรดินดี เพื่อช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกรกร แต่คำถามคือจะช่วยได้จริงหรือไม่ เพราะอย่างล่าสุดทาง รมว.พาณิชย์ ระบุว่า ปัจจุบันไทยมีสต๊อกปุ๋ยเคมีให้ใช้ได้ถึงแค่เดือน เม.ย. 2569 นี้ ดังนั้นปริมาณปุ๋ยที่จะใช้ภายใต้มาตรการเหล่านั้น จะมีเพียงพอกับเกษตรกรมากน้อยขนาดไหน และที่สำคัญปุ๋ยเหล่านี้หากเป็นสต๊อกเก่าถึงขั้นหมดอายุแล้ว ถ้ามีการนำใช้ไปก็แทบจะไม่ได้ช่วยอะไร หรือไม่ได้ช่วยเลยก็ได้
 

“ถ้าเกษตรกรกรจะใช้ปุ๋ยตรงนี้ต้องไปดูที่ข้างกระสอบให้ดีว่า หมดอายุตอนไหน และเป็นปุ๋ยเก่าข้างสต๊อกหรือไม่ เพราะปุ๋ยเวลาทำเสร็จจากโรงงาน จะเริ่มเสื่อมคุณภาพลงทุกวัน และถ้าเกินระยะเวลาการผลิตไปสัก 6 เดือน ประสิทธิภาพของปุ๋ยจะเหลือ 80% ถ้าเกิน 1 ปีจะลงไปเหลือไม่ถึง 50% และถ้าเกิน 2 ปีประสิทธิภาพจะเหลือไม่ถึง 10%” รศ. ดร.วรภัทร กล่าว 

นอกจากเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าจากรัสเซีย และจีน พร้อมกับกระจายแหล่งนำเข้าแล้ว ทางเกษตรกรกรเองแม้ที่ใช้ปุ๋ยเคมีไปแล้วในฤดูกาลนี้อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรอใช้ปุ๋ยเคมีต่อ หรือแก้ไขเท่าที่ทำได้ แต่ในฤดูกาลถัดไปควรปรับสู่ระบบเกษตรกรเชิงนิเวศ เพื่อร่วมช่วยการลดใช้ปุ๋ยเคมีด้วยอีกส่วน โดยผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมกับนวัตกรรมจุลินทรีย์ ที่ช่วยตรึงและหมุนเวียนธาตุอาหารพืชทั้ง 14 ธาตุจากดินให้อยู่ในรูปที่พืชใช้ได้จริง เพราะจุลินทรีย์ดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุอาหารในดิน เช่น การตรึงไนโตรเจน การละลายฟอสฟอรัส การกระตุ้นการพัฒนาระบบราก ฯลฯ และจะส่งผลให้พืชสามารถดูดใช้ธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 
 

“แนวทางนี้ช่วยลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีและสารเคมี ลดการสูญเสียธาตุอาหารในดิน และเพิ่มคุณภาพผลผลิต ทั้งด้านความสมบูรณ์และความสม่ำเสมอ ขณะเดียวกันยังช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินในระยะยาว โดยหลายมหาวิทยาลัยมีองค์ความรู้และเทคโนโลยีพร้อมถ่ายทอดสู่เกษตรกรกรทั่วประเทศ และหากดำเนินควบคู่กับนโยบายจัดหาปุ๋ยในระยะสั้น จะช่วยให้เกษตรกรกรไทยผ่านวิกฤตได้ พร้อมยกระดับสู่ระบบการผลิตที่ยั่งยืนในอนาคต” รศ. ดร.วรภัทร ระบุ
 


ระยะกลาง
 

รัฐบาลควรเร่งสร้างศักยภาพการผลิตปุ๋ยภายในประเทศ ในส่วนที่ทำได้จริงก่อน เช่น การผสมปุ๋ย การปรับสูตรให้เหมาะกับดินและพืชแต่ละพื้นที่ การยกระดับโรงงาน blending การรวมอำนาจซื้อของสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน ฯลฯ เพื่อให้ต้นทุนต่ำลง และลดการพึ่งพาผู้นำเข้ารายใหญ่เพียงไม่กี่ราย หลังจากนั้นทาง รมว.กระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรใช้โอกาสนี้ในการเร่งปรับบทบาทของบริษัท ปุ๋ยแห่งชาติ จำกัด ให้เป็นกลไกกลางในการสร้างความมั่นคงด้านปุ๋ยของประเทศ ผ่านการเปิดโอกาสให้เกษตรกรกรและวิสาหกิจชุมชนจากทั่วประเทศ สามารถเข้ามาถือหุ้นและมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานได้ และเมื่อระบบมีความเข้มแข็ง และผู้ประกอบการระดับชุมชนมีศักยภาพเพียงพอ จึงค่อยพิจารณาปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่าง พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ศ. 2518 เพื่อเปิดทางให้สามารถผลิตและจำหน่ายปุ๋ยได้อย่างคล่องตัว ภายใต้ระบบกำกับคุณภาพที่ได้มาตรฐาน

 

ระยะยาว
 

ควรเปลี่ยนแนวคิดการเพาะปลูกของประเทศ จากใช้ปุ๋ยให้พอไปสู่ใช้ธาตุอาหารให้มีประสิทธิภาพ กล่าวคือต้องลดการสูญเสียธาตุอาหารในระบบผลิต ผ่านการจัดการดิน อินทรีย์วัตถุ จุลินทรีย์ที่ช่วยหมุนเวียนธาตุอาหาร การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การจัดการน้ำ และ precision agriculture เพราะยิ่งใช้ปุ๋ยได้มีประสิทธิภาพมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงจากตลาดโลกยิ่งลดลง และผลผลิตก็มีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาว สิ่งนี้จะเป็นการวางรากฐานสู่ระบบการผลิต ที่พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ลดความเสี่ยงจากภายนอก และสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรกรไทยในอนาคต สอดคล้องกับหลักความมั่นคงทางอาหาร
 

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวด้วยว่า อีกเรื่องที่ควรเริ่มไปด้วยตั้งแต่ตอนนี้ก็คือ การแยกนโยบายตามบทบาทของปุ๋ยแต่ละประเภท และไม่ควรใช้คำว่าปุ๋ยแบบเหมารวมทั้งหมด เพราะอย่างปุ๋ยไนโตรเจน จะเกี่ยวพันกับพลังงานและก๊าซธรรมชาติ หรือปุ๋ยฟอสเฟตและโพแทช มีกลไกตลาดและแหล่งวัตถุดิบต่างกัน ฉะนั้นหากนโยบายไม่แยกประเภท จะออกมาตรการไม่ตรงจุด ทั้งด้านการสำรอง การนำเข้า การลงทุน และการสนับสนุนผู้ผลิตในประเทศ

 

ทั้งนี้ หากไทยยังไม่เริ่มทำสิ่งเหล่านี้ตั้งแต่ตอนนี้ ก็เป็นที่แน่นอนว่า ภาคการเกษตรกรของไทยกว่า 90% ที่พึ่งพาการใช้ปุ๋ยเคมีในกระบวนการผลิตจะไม่มีปุ๋ยเคมีให้ใช้ และจะส่งผลให้ในอนาคต มีโอกาสที่วัตถุดิบที่ไทยผลิตได้เองอย่าง ข้าวสาร เนื้อสัตว์ และผักจะมีน้อยลง จนถึงขั้นจะขาดตลาดในไทย และส่วนที่มีการซื้อขายกันก็จะแพงมากยิ่งขึ้นไปอีก
 

“เมื่อวัตถุดิบในการประกอบอาหารมีน้อยลง อาหารที่มีในประเทศก็จะน้อยลงตามไปด้วย ไทยจะกลายเป็นประเทศที่เข้าสู่ภาวะการขาดแคลนอาหาร ดังนั้นเรื่องแก้กฎหมายเพื่อปลดล็อก การผลิตปุ๋ยได้เองต้องเร่งเดินหน้า และต้องไม่ให้เป็นการพึ่งพาการลงทุนจากต่างชาติด้วยในการจะสร้างโรงงานผลิตปุ๋ย แต่ต้องส่งเสริมให้เกิดการลงทุนโดยคนไทยเอง” รศ. ดร.วรภัทร กล่าว