"โต เลิม" ผงาดนั่งควบประธานาธิบดีเวียดนาม กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในรอบหลายทศวรรษ
07 เม.ย. 2569

โต เลิม ผงาดนั่งควบประธานาธิบดีเวียดนามและเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ กุมอำนาจสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ มุ่งเป้าปฏิรูปเศรษฐกิจดิจิทัลและกระตุ้นจีดีพีโตเลขสองหลัก
ข่าว
07 เม.ย. 2569

โต เลิม ผงาดนั่งควบประธานาธิบดีเวียดนามและเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ กุมอำนาจสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ มุ่งเป้าปฏิรูปเศรษฐกิจดิจิทัลและกระตุ้นจีดีพีโตเลขสองหลัก
รัฐสภาเวียดนามมีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เลือกนาย "โต เลิม" (To Lam) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีควบอีกหนึ่งตำแหน่งเป็นเวลา 5 ปี ส่งผลให้เขากลายเป็นผู้นำที่มีอิทธิพลสูงที่สุดของเวียดนามในรอบหลายทศวรรษ
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างอำนาจครั้งสำคัญ จากเดิมที่เวียดนามยึดถือระบบ "ผู้นำร่วม" (Collective Leadership) มาเป็นการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่บุคคลเดียว ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าอาจนำไปสู่ระบอบอำนาจนิยมที่เข้มข้นขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้การตัดสินใจเชิงนโยบายรวดเร็วและมีประสิทธิภาพคล้ายกับรูปแบบของประเทศจีน
นายโต เลิม วัย 68 ปี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ ได้ให้สัตยาบันต่อหน้าสมาชิกสภาผ่านการถ่ายทอดสด โดยให้คำมั่นว่าจะขับเคลื่อนประเทศด้วย "โมเดลการเติบโตใหม่" ที่เน้นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเป็นหลัก พร้อมยึดถือความพึ่งพาตนเองด้านการป้องกันประเทศเป็นลำดับความสำคัญสูงสุด
ก่อนหน้านี้เขาเคยควบทั้งสองตำแหน่งเป็นการชั่วคราวในช่วงปี 2024 หลังการถึงแก่อสัญกรรมของนายเหงียน ฟู้ จ่อง อดีตเลขาธิการพรรคผู้ทรงอิทธิพล
ภายใต้การนำของนายโต เลิม เวียดนามมุ่งเป้าไปที่การเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับเลขสองหลัก โดยพยายามปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจให้ลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมการผลิตต้นทุนต่ำ ซึ่งเคยเป็นกระดูกสันหลังของภาคการส่งออก และเปลี่ยนมาสร้างโมเดลการพัฒนาใหม่ที่ดึงดูดการลงทุนจากบริษัทข้ามชาติระดับโลก
แม้ว่าการรวมศูนย์อำนาจจะสร้างความกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านคอร์รัปชันหรือการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนบางกลุ่ม แต่นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ยังคงให้การยอมรับในเสถียรภาพทางการเมือง และมองว่านายโต เลิม มีทัศนคติที่สนับสนุนภาคธุรกิจ (Pro-business)
แม้โครงสร้างอำนาจภายในจะเปลี่ยนไป แต่นักวิเคราะห์จากสถาบันชั้นนำระบุว่า นโยบายต่างประเทศของเวียดนามจะยังคงยึดหลัก "การทูตต้นไผ่" (Bamboo Diplomacy) ที่เน้นความยืดหยุ่นและรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีนอย่างเท่าเทียม พร้อมกับการขยายพันธมิตรระหว่างประเทศเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคง
โดยการที่นายโต เลิม กุมบังเหียนทั้งสองตำแหน่งจะยิ่งช่วยให้ภาพลักษณ์ของเวียดนามบนเวทีโลกมีความชัดเจนและเป็นเอกภาพมากขึ้นในการเจรจากับผู้นำต่างประเทศ
ข่าวล่าสุด