ติดหล่มอิหร่าน รบเพื่อใคร? สหรัฐฯ ยอมติดหล่ม "สงคราม" เผย 5 เหตุผลที่รบยังไงก็ไม่มีวันชนะ!
06 เม.ย. 2569

ติดหล่มอิหร่าน รบเพื่อใคร? สหรัฐฯ ยอมติดหล่ม "สงคราม" เพื่อ "ท่อส่งผลประโยชน์" เผย 5 เหตุผลที่รบยังไงก็ไม่มีวันชนะ!
ข่าว
06 เม.ย. 2569

ติดหล่มอิหร่าน รบเพื่อใคร? สหรัฐฯ ยอมติดหล่ม "สงคราม" เพื่อ "ท่อส่งผลประโยชน์" เผย 5 เหตุผลที่รบยังไงก็ไม่มีวันชนะ!
6 เมษายน 2569 นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ และอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสเฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า
นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย
วันนี้ผมในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ ขอพาเบื้องหลังม่านมายาของสมรภูมิตะวันออกกลางที่กำลังคุกรุ่น
สิ่งที่โลกกำลังตั้งคำถามอย่างหนักคือเหตุใดมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาจึงยังคงดันทุรังรักษาสถานะสงครามกับอิหร่านอย่างไม่ยอมลดละ ?
ทั้งที่ในทางยุทธศาสตร์ทหารนั้นประจักษ์ชัดว่าการเผด็จศึกอิหร่านเปรียบเสมือนการเข็นครกขึ้นภูเขาที่ไม่มีวันถึงยอด
ก่อนอื่นผมขอวิเคราะห์ปัจจัยที่ทำให้สหรัฐฯ ไม่อาจคว้าชัยชนะได้ซึ่งมีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ภูมิศาสตร์อันโหดหินของอิหร่านซึ่งเต็มไปด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน
โดยเฉพาะเทือกเขาซากรอสและอัลโบร์ซที่ทอดยาวเป็นปราการธรรมชาติสูงชัน พื้นที่เหล่านี้ถูกแปรสภาพเป็นฐานทัพใต้ดินและคลังแสงขีปนาวุธที่ยากต่อการตรวจจับและทำลาย แม้เทคโนโลยีทางอากาศจะล้ำสมัยเพียงใดก็ไม่อาจเจาะทะลุหุบเขาลึกเหล่านี้ได้
ประการต่อมาคือเครือข่ายตัวแทนหรือ Proxy Forces ที่อิหร่านฝังรากลึกไว้ทั่วภูมิภาคพร้อมจะเปลี่ยนทุกตารางนิ้วให้กลายเป็นไฟลามทุ่งทันทีที่ถูกโจมตี ผนวกกับขีดความสามารถของโดรนและขีปนาวุธที่แม่นยำ การสนับสนุนลับจากมหาอำนาจขั้วตรงข้ามอย่างรัสเซียและจีน และพลังชาตินิยมที่เหนียวแน่นของชาวอิหร่านเอง ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ทำให้การบุกอิหร่านกลายเป็นฝันร้ายที่สหรัฐฯ ทราบดีว่าสู้ไปก็มีแต่พังกับพัง
แต่คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ "ถ้ารู้ว่าไม่ชนะ แล้วทำไมถึงไม่ถอย?" คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในเงื่อนงำของผลประโยชน์ทับซ้อนและโครงสร้างอำนาจที่กัดกินระบบการเมืองสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน
ประการแรก คือ อิทธิพลอันมหาศาลของ "รัฐพันลึก" (Deep State) ที่ทำงานสอดประสานกับกลุ่มทุนไซออนิสต์และอิสราเอลอย่างแนบแน่น
นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ถูกชี้นำโดยกลุ่มล็อบบี้ที่ต้องการใช้กองทัพอเมริกันเป็นเครื่องมือขจัดเสี้ยนหนามให้อิสราเอล โดยไม่สนว่าภาษีของประชาชนอเมริกันจะถูกละลายหายไปเท่าใด
ประการที่สอง คือ การรักษาเสถียรภาพของ "สามเหลี่ยมเหล็ก" (Iron Triangle) ระหว่างนักการเมืองในสภาคองเกรส กองทัพ และบริษัทผู้ผลิตอาวุธยักษ์ใหญ่
สงครามอิหร่านคือ "บ่อเงินบ่อทอง" ที่ทำให้งบประมาณกลาโหมพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากโลกสงบสุข อุตสาหกรรมความมั่นคงเหล่านี้ย่อมขาดรายได้มหาศาล การมีศัตรูที่ดูน่าเกรงขามจึงเป็นความจำเป็นเชิงพาณิชย์มากกว่าการเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
ยิ่งไปกว่านั้น สงครามครั้งนี้ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือใน "เศรษฐศาสตร์แห่งการปั่น" เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้แก่กลุ่มทุนใกล้ชิดและครอบครัวของผู้นำระดับสูงที่มีผลประโยชน์ในตลาดพลังงานและทองคำ ความตึงเครียดทุกครั้งส่งผลให้ราคาน้ำมันและสินทรัพย์ปลอดภัยพุ่งสูงขึ้น เปิดช่องให้มีการเก็งกำไรในตลาดโลกอย่างมโหฬาร
ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ยังใช้สถานการณ์นี้เป็นการ "ยื้อเวลาหาทางลง" เพื่อประคองภาพลักษณ์มหาอำนาจไม่ให้ดูพ่ายแพ้ยับเยินเหมือนสมรภูมิในอดีต
และสุดท้าย คือ การใช้ภัยคุกคามภายนอกเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากวิกฤตศรัทธาและปัญหาภายในประเทศของผู้นำเอง เช่นกรณีไฟล์เอปสตีน
จึงไม่ใช่เรื่องของชัยชนะทางการทหารหรือการปกป้องประชาธิปไตยตามที่กล่าวอ้าง แต่มันคือการรักษา "ท่อส่งผลประโยชน์" ของกลุ่มทุนและรัฐพันลึกที่เสวยสุขบนคราบเลือดของประชาชนและซากปรักหักพังของสันติภาพโลกนั่นเอง
ด้วยความปรารถนาดี
#ประพฤติฉัตรประภาชัย #สหรัฐอิหร่าน #Geopolitics #DeepState #รัฐพันลึก #ตะวันออกกลาง #ข่าวต่างประเทศ #เศรษฐกิจโลก #IronTriangle #EpsteinFiles #วิเคราะห์การเมือง
ข่าวล่าสุด