svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

"ทูตอิสราเอล" เปิดเบื้องหลังแผนปฏิบัติการ "โจมตีอิหร่าน" ต้องกำจัดภัยคุกคาม "นิวเคลียร์-ขีปนาวุธ-ภัยก่อการร้าย"

10 มี.ค. 2569

"ทูตอิสราเอล" เปิดเบื้องหลังแผนปฏิบัติการ "โจมตีอิหร่าน" ต้องกำจัดภัยคุกคาม "นิวเคลียร์-ขีปนาวุธ-ภัยก่อการร้าย" ชี้ระบอบการปกครอง กว่า 47 ปี ที่มองว่าจุดจบ "อิสราเอลคือเป้าหมาย"

10 มีนาคม 2569 นางอโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ (H.E. Alona Fisher-Kamm) เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย แถลงข่าวถึงเบื้องหลัง และเหตุผลปฏิบัติการการโจมตีอิหร่าน เป็นครั้งแรก โดยเล่าว่า เมื่อวันที่ 28 ก.พ. สหรัฐและอิสราเอล ได้ปฏิบัติการร่วมกันในการโจมตีอิหร่าน เพราะเชื่อว่ามีความจำเป็นที่จะต้องกำจัดภัยคุกคามที่มาจากอิหร่านในครั้งนี้ ‘อิหร่านเป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอลใน 3 มิติ ทั้งนิวเคลียร์ ขีปนาวุธพิสัยไกล และภัยก่อร้าย’ ที่มาจากอิหร่านโดยตรงหรือมาจากเครือข่าย และจะต้องเอาให้จบอย่างถาวร เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเริ่มเมื่อ47ปีที่แล้ว ตอนที่อิหร่านมีรัฐบาลผู้นำปัจจุบัน เราเคยเป็นพันธมิตรที่ดีกันมาก จนมีการเปลี่ยนระบอบการปกครองปฏิวัติอิสลาม และยืนยันไม่เคยมีภัยคุกคามกัน 

 

 

 

“เรายืนยันว่า อิสราเอลไม่เคยมีปัญหากับประเทศอิหร่านแต่มีปัญหากับระบอบการปกครองภายใต้การนำของระบอบปัจจุบัน อิหร่านเป็นภัยคุกคามในการทำลายอิสราเอล คือการมองว่า จุดจบอิสราเอลคือเป้าหมายของอิหร่าน ไม่ใช่แค่วิสัยทัศน์ ไม่ใช่แค่อุดมการณ์”

 

"ทูตอิสราเอล" เปิดเบื้องหลังแผนปฏิบัติการ "โจมตีอิหร่าน" ต้องกำจัดภัยคุกคาม "นิวเคลียร์-ขีปนาวุธ-ภัยก่อการร้าย"

นางอโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ (H.E. Alona Fisher-Kamm)

 

"ทูตอิสราเอล" เปิดเบื้องหลังแผนปฏิบัติการ "โจมตีอิหร่าน" ต้องกำจัดภัยคุกคาม "นิวเคลียร์-ขีปนาวุธ-ภัยก่อการร้าย"

 

"ทูตอิสราเอล" เปิดเบื้องหลังแผนปฏิบัติการ "โจมตีอิหร่าน" ต้องกำจัดภัยคุกคาม "นิวเคลียร์-ขีปนาวุธ-ภัยก่อการร้าย"

 

 

 

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสองปีครึ่งที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2023 เราตระหนักว่าแผนการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการเพื่อทำลายการดำรงอยู่ของรัฐอิสราเอล และนี่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองของอิสราเอลเลย ไม่เกี่ยวอะไรกับสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น เราประเมินว่าอิหร่านได้มาถึงจุดสูงสุดแล้ว ซึ่งก็คือจุดอ่อนในหลายๆ ด้าน และนี่เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเข้าใจว่าส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ของอิหร่านในการทำลายล้างนั้น คือการใช้ตัวแทนผ่านพันธมิตร

 


   
เพราะอิหร่านไม่ได้มีชายแดนติดกับอิสราเอล ทำให้ยากต่อการโจมตี จึงต้องใช้ตัวแทนทั้งฮามาสจากทางตอนใต้ ฮิซบอลเลาะห์ ทางตอนเหนือ เลบานอน ซึ่งทั้งหมดนี้คือตัวแทนของอิหร่าน และอิหร่านรู้อยู่แล้วว่า หากฮามาสโจมตีอิสราเอล อิสราเอลจะปกป้องพลเมืองโดยการโจมตีฮามาส และหากโจมตีอิสราเอล อิสราเอลก็จะตอบโต้เช่นกัน

และนั่นคือสิ่งที่อิหร่านไม่เคยเข้าใจและเป็นราคาที่อิหร่านต้องจ่าย ที่จะทำให้อิหร่านอ่อนแอลง และขาดความชอบธรรม และขณะนี้หลายประเทศก็มองว่า ระบอบการปกครองของอิหร่านไม่มีความชอบธรรม และที่มีการสังหารพลเมืองของตนเองไปประมาณ 35,000 คนในอิหร่านที่ออกมาประท้วง ก็ส่งผลต่อความชอบธรรมของระบอบการปกครองของอิหร่าน

 

ส่วนเมื่อเดือน มิถุนายนปีที่แล้ว การโจมตีของอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา ก็ทำให้ช่วยควบคุมสถานการณ์ของพลังงานนิวเคลียร์ได้ไม่ให้เกิดความเสียหายได้


ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่แล้ว คาดการณ์ว่า อิหร่านสามารถพัฒนาศักยภาพในการทำลายล้างอิสราเอล หมายความว่า สามารถนำอาวุธนิวเคลียร์และโครงสร้างพื้นฐานของนิวเคลียร์ ไปไว้ใต้ดินได้ คือการเพิ่มศักยภาพในการผลิตจรวดพิสัยไกล และขีปนาวุธข้ามทวีป หมายความว่า อิสราเอลจึงมีโอกาสน้อยมากที่จะโจมตีในอิหร่าน หากเราต้องการปกป้องตนเองและต้องกำจัดภัยคุกคามที่มาจากอิหร่าน นั่นคือเหตุผลหลัก 

แต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกแปลกใจ คือได้เห็นประเทศที่แทบจะล้มละลาย ไม่สามารถจัดหาอาหาร น้ำมัน หรือสิ่งจำเป็นพื้นฐานให้แก่ประชาชนได้ แต่กลับมาใช้ทรัพยากรทั้งหมดมาเพื่อใช้ในการโจมตีอิสราเอลและจัดหาอาวุธและเงินจำนวนมากให้ตัวแทน นี่จึงเป็นช่องน้อยนิดที่ใช้ในการโจมตี

ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งคือ เราเข้าใจว่า ระบอบของอิหร่านจะใช้ทุกช่องทางในการโจมตีโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหลังชนฝาอยู่ตอนนี้ นั่นเป็นเหตุผลว่า ทำไมต้องปฏิบัติการให้เร็วที่สุดและปฏิบัติการตอนนี้ร่วมกับสหรัฐ 

 


“เราไม่ทราบว่าสงครามครั้งนี้จะยาวนานแค่ไหน แต่หวังว่า จะมีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่าน เพราะเราเชื่อว่าระบอบดังกล่าวต้องการกวาดล้างอิสราเอล ซึ่งถือเป็นภัยคุกคาม แต่เราเชื่อว่า 

มากกว่านั้น นี่เป็นกระบวนการระยะยาวที่ประชาชนอิหร่านต้องเผชิญ หมายความว่าโดยการดำเนินการในตอนนี้ต่อภัยคุกคามอิสราเอล เราจะให้การสนับสนุนกระบวนการเปลี่ยนแปลงต่อการปกครองของอิหร่าน และการดำเนินการนี้ คนอิหร่านก็จะต้องกำหนดชะตากรรมของตัวเอง”

 

 

"ทูตอิสราเอล" เปิดเบื้องหลังแผนปฏิบัติการ "โจมตีอิหร่าน" ต้องกำจัดภัยคุกคาม "นิวเคลียร์-ขีปนาวุธ-ภัยก่อการร้าย"

 


นางอโลนา ยังกล่าวต่อถึงภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในตอนนี้ว่า สิ่งที่เห็นคือการแต่งตั้งลูกชายคาเมเนอี มาเป็นผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เป็นการยืนยันว่า อิหร่านยืนยันที่จะคงทิศทางเดิมในการเดินหน้าทำลายล้างอิสราเอล เราต้องเข้าใจว่า การสานต่อ 

ความโหดร้ายและความรุนแรง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนทิศทางของอิหร่านจะไม่เปลี่ยนแปลง โดยการปฏิบัติการของร่วมครั้งนี้ชัดเจนมาก เป็นการปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน พุ่งเป้าไปที่ระบอบการปกครองอิหร่านไม่ใช่ประเทศอื่นใดรอบข้าง แต่อิหร่านขยายความรุนแรงไประดับภูมิภาคในการโจมตี 12 ประเทศรอบข้าง และเห็นสื่อหลายแห่งพูดถึงการตอบโต้ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ ในการโจมตีเป้าหมาย และเน้นย้ำว่า การเลือกการโจมตีพลเรือนและเป้าหมายทางเศรษฐกิจในประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ ท่าทีที่จะคุกคามภูมิภาคไม่ใช่แค่โจมตีอิสราเอล และการโจมตีตุรกีและไซปรัส นั้นเป็นข้อความที่ชัดเจนมากว่าพวกเขามีศักยภาพที่จะโจมตียุโรปได้หากต้องการ 

ตนเองขอเน้นย้ำถึงอิหร่านด้วยว่า เพราะหากคุณต้องการ ในฐานะรัฐ เราไม่มีปัญหาที่จะเรียกร้องให้ทำลายอิสราเอล แต่ในขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะโจมตีทั้งภูมิภาคโดยโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน และหากจำเป็นและหากเป็นประโยชน์ต่อผลประโยชน์ของตนเอง แม้แต่ประเทศที่อยู่ห่างไกล
   

ส่วนการกำจัดภัยคุกคามที่ร้ายแรงและถาวรจากอิหร่าน และแน่นอนว่าเราไม่สามารถบอกได้ว่าจะใช้เวลานานแค่ไหน แต่สิ่งที่เราเห็นและสิ่งที่เราพูดได้ก็คือ จากมุมมองอื่น ปฏิบัติการนี้เป็นประตูสู่สันติภาพไม่ใช่สงครามที่ไม่มีวันจบแต่คือโอกาสที่จะกำจัดภัยคุกคามของอิสราเอล และทำให้ตะวันออกกลางปลอดภัยและทำให้โลกปลอดภัย เรารู้ว่าเราเสี่ยงมากในการปฏิบัติการครั้งนี้ แต่ภายใต้เงื่อนไขและช่วงเวลานี้ถ้าไม่ทำอะไรจะก่อให้เกิดอันตรายมากกว่า  และนี่คือเบื้องหลังของการโจมตีครั้งนี้

 

นางอโลนา ยังเล่าถึงคนไทยในตะวันออกกลางด้วยว่า อิสราเอลมีความตั้งใจที่จะปกป้องผู้คนที่อยู่ในอิสราเอล ชาวต่างชาติและคนไทยที่อยู่ในอิสราเอล และคาดการณ์ว่ามีคนไทยประมาณ 50,000 คนที่ทำงานและอาศัยและทำงานที่อยู่ในอิสราเอล และพวกเขาจะได้รับการคุ้มครองจากรัฐบาลอิสราเอล ทั้งการแจ้งเตือน ที่พักพิงที่จะเข้าไปหลบภัย และระบบการป้องกันอาวุธที่จะเข้ามา โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเมือง และต่างชาติก็จะได้รับความคุ้มครองอย่างอื่นด้วยเพราะอาจจะไม่มีประสบการณ์ โดยจะให้คำแนะนำเหล่านั้นเป็นวิดีโอที่อธิบายให้พวกเขาฟังว่าที่พักพิงที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหน ในกรณีที่มีสัญญาณเตือนภัย นั่นหมายถึงสายด่วนฉุกเฉิน สายด่วนฉุกเฉินในภาษาไทยที่พวกเขาสามารถโทรไปร้องเรียน ถามคำถาม และขอความช่วยเหลือได้ทุกอย่างที่ต้องการ และแน่นอนว่ามีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ด้วยเช่นกัน

 

ทั้งนี้ นางอโลนา ยังตอบคำถามสื่อมวลชน ถึงกรณีการโจมตีโรงเรียนในอิหร่าน ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 170 คนนั้น ว่า อยู่ในช่วงการสืบสวนสอบสวน โดยยืนยันว่าอิสราเอลจะโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและระบอบการปกครองของอิหร่าน เป็นการโจมตีหลักๆ  ซึ่งย้ำว่า ปฏิบัติการของเราเน้นไปที่การตอบโต้ภัยคุกคามของอิหร่าน ดังนั้น “โครงสร้างพื้นฐานใดๆที่รองรับการโจมตีอิสราเอล เป็นเป้าหมายของเรา แน่นอนว่า​โรงเรียนไม่ใช่เป้าหมายของเรา"

 

ส่วนสงครามจะยุติเมื่อใดนั้น เป็นความเห็นที่ตรงกันของอิสราเอลและสหรัฐฯ แต่เราตอบแทนไม่ได้ แต่เราจะทำทุกอย่างเพื่อกำจัดภัยคุกคามใน 3 วัตถุประสงค์ในการกำจัดภัยคุกคาม ทั้งนิวเคลียร์ ขีปนาวุธและกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งเราทำงานใน 3 มิตินี้ เราประสบความสำเร็จมาเยอะ  ดังนั้นเมื่อ 3 เป้าหมายนี้จบเมื่อไหร่เราก็หยุด

 

ส่วนการปิดน่านฟ้า และนักท่องเที่ยวที่ติดในเมืองไทย อย่างที่ทราบว่า ไทยเป็นเป้าหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวอิสราเอลจำนวนมาก ในปี 2025 มีคนอิสราเอล 5,000 -10,000 คนมาเที่ยวเมืองไทย จากกว่า 10 ล้านคน มากเป็น10 % ในปีที่แล้ว ดังนั้นการปิดน่านฟ้าจึงได้รับผลกระทบ เชื่อว่า ในเวลาอันใกล้เราสามารถพาชาวอิสราเอลที่ตกค้างกลับประเทศได้หมด 

ทั้งนี้ขอถือโอกาสนี้ขอบคุณเจ้าหน้าที่ของไทย รัฐบาลไทย ตำรวจไทย เจ้าหน้าที่หน่วยอื่นที่ให้ความช่วยเหลืออิสราเอล ซึ่งเราร่วมมือกันมานาน และต่อเนื่อง และสถานการณ์ฉุกเฉินในครั้งนี้เรามีพันธมิตรในการช่วยเหลือกัน

 

 

เอกอัครราชทูตอิสราเอล ยืนยันว่า “อิสราเอลไม่ได้มีความทะเยอทะยานจะเป็นมหาอำนาจในตะวันออกกลาง อิสราเอลมีภารกิจปกป้องพลเรือนจากภัยคุกคาม ก่อนเกิดประเทศอิสราเอลนั้น เราถูกคุกคามโดยหลายประเทศในภูมิภาค จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงเพิ่มศักยภาพในการปกป้องตัวเองให้ได้ เพราะเมื่อเห็นภัยคุกคามภายนอกอย่างอิหร่าน เราจึงต้องปกป้องตัวเอง และมีหน้าต่างที่เล็กลงเราต้องรีบปฏิบัติการก่อนที่จะสายเกินไป 

 

ทั้งนี้ หลายคำถามเราตอบแทนสหรัฐฯไม่ได้ แต่เมื่อเป็นปฏิบัติการร่วมกัน เชื่อว่า ชาวอเมริกันเข้าใจก่อนหน้าที่ว่า อิหร่าน เป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของโลก  

 

อิหร่าน เป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัย ไม่ใช่ภัยคุกคามต่ออิสราเอล แต่เป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาค

นี่ไม่ใช่สงครามอิสลามกับยิว หรืออิสลามกับคริสเตียน แต่มากกว่านั้น เป็นลักษณะเฉพาะของระบบการปกครองในอิหร่าน เป็นความบ้าของระบอบอิหร่าน

 

 

ส่วนผลกระทบทางเศรษฐกิจ  คนไทยต้องโทษอิหร่านมากกว่า เพราะอิหร่านต่างหากที่โจมตีบ่อน้ำมันในซาอุดิอารเบีย ที่ไม่ใช่การตอบโต้โจมตีฐานทัพสหรัฐฯในตะวันออกกลาง แต่พุ่งเป้ารัฐในตะวันออกกลาง รวมถึง โจมตีไปที่โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และการขู่เรือที่จะผ่านช่องแคบฮอร์มุส

เชื่อว่า อิหร่านใช้เครื่องมือทั้งหมดที่มี เพื่อส่งผลกระทบโลกให้มากที่สุด กำลังเล่นกับไพ่ที่กระทบเศรษฐกิจ เป็นการสะท้อนระบอบของอิหร่านที่ไม่ได้สนใจโลกหรือผลกระทบที่ตามมา ไม่ได้สนใจความอยู่รอดของพลเรือนหรือเศรษฐกิจ เขาต้องการต้องการสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจทั่วโลก

 

 

"ทูตอิสราเอล" เปิดเบื้องหลังแผนปฏิบัติการ "โจมตีอิหร่าน" ต้องกำจัดภัยคุกคาม "นิวเคลียร์-ขีปนาวุธ-ภัยก่อการร้าย"

 

 

ส่วนกรณีทรัมป์บอกว่าระยะเวลาทำสงครามอาจยุติในเวลาอันใกล้

 

เอกอัครราชทูตอิสราเอล กล่าวย้ำว่า ตนไม่สามารถพูดในนามสหรัฐฯได้  และเราไม่สามารถบอกได้ว่าสงครามนี้จะจบเมื่อไหร่ แต่จะยืดเยื้อหรือไม่ เมื่อภัยคุกคามนี้ที่มาจากอิหร่าน ดังนั้นจนกว่า เป้าหมายนั้น การเปลี่ยนระบอบการปกครองไม่ใช่หน้าที่เรา แต่เป็นหน้าที่ของคนอิหร่าน เห็นช่องทางในการกำหนดชะตากรรมของตัวเอง การส่งอำนาจต่อให้ลูกชายของ 'คาเมเนอี' ชัดเจนว่ายังไม่ลังเล เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน พวกเขายังเดินหน้าที่จะเห็นภาพการทำลายล้างอิสราเอล โดยเฉพาะการนำของผู้นำคนใหม่

 

 

 

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่ามีการใช้ฟอสฟอรัสในการโจมตีอิหร่าน

 

นางอโลนา เปิดเผยว่า กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าอิสราเอลสารบางอย่างนั้น อิสราเอลปฏิบัติตามกฎในการทำสงคราม ซึ่งชัดเจนว่าเป็นการมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายทางทหารไม่มีพื้นที่อื่น แต่ไม่ได้ตอบชัดว่ามีการใช้สารฟอสฟอรัสในการโจมตีอิหร่านหรือไม่

 

เอกอัครราชทูตอิสราเอล กล่าวทิ้งท้ายว่า "หวังสงครามนี้จะยุติได้โดยเร็ว เราหวังจะเห็นสันติภาพ หวังว่าในอนาคตอันใกล้นี้เราจะ"

 

 

"ทูตอิสราเอล" เปิดเบื้องหลังแผนปฏิบัติการ "โจมตีอิหร่าน" ต้องกำจัดภัยคุกคาม "นิวเคลียร์-ขีปนาวุธ-ภัยก่อการร้าย"

 

 

กรณีแรงงานไทยที่ทำงานในตะวันออกกลาง และมีการระงับการส่งแรงงานไทยที่จะเดินทางไปตะวันออกกลาง เรื่องนี้จะกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอิสราเอลหรือไม่ 

 


นางอโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ ตอบว่า เรื่องแรงงานเป็นพื้นฐานที่สำคัญของความสัมพันธ์ไทยและอิสราเอล ซึ่งที่ผ่านมา ทางอิสราเอล ได้แนะนำให้แรงงานคนไทยเดินทางออกจากอิสราเอล แต่ทุกคนสมัครใจที่จะทำงานต่อ เนื่องจากมั่นใจในการจัดการของทางการอิสราเอล เนื่องจากพวกเขาเข้าใจว่าทางการอิสราเอลพยายามอย่างเต็มที่ในการปกป้อง ทั้งพลเรือน และแรงงานต่างชาติ รวมถึงแรงงานไทย ซึ่งการที่ไม่มีแรงงานไทยเดินทาง ออกจากอิสราเอล ส่วนตัวเชื่อว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนว่า คนไทยที่ทำงานในอิสราเอลไม่ได้กังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเชื่อว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอิสราเอล 

 

 

 

 

ส่วนชาวอิสราเอลที่อยู่ในประเทศไทย 

 

นางอโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ กล่าวว่า ทางการอิสราเอลได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของไทยใน ดูแลความปลอดภัยของชาวอิสราเอลที่อยู่ในประเทศไทยทั้งเวลาปกติและช่วงเวลาที่เกิดสถานการณ์ความไม่สงบขึ้น ซึ่งคนอิสราเอลที่เดินทางมาอยู่ที่เมืองไทย เลือกประเทศไทยเป็นเพราะเป็นประเทศที่มีสันติ ไม่ได้ต้องการนำความรุนแรงจากตะวันออกกลางมายังประเทศไทย ชาวอิสราเอลต้องการหนีจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในอิสราเอลและประเทศในตะวันออกกลาง

 

แน่นอนว่า จะมีคนอื่น ที่ไม่ใช่อิสราเอลที่อาจนำความรุนแรงมาที่ประเทศไทย แต่หวังว่าจะทำงานร่วมกันเพื่อให้ทุกอย่างปลอดภัย และหวังว่าเมื่อจบการสู้รบในครั้งนี้ เราจะได้เห็นนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลเดินทางมาประเทศไทย

เพราะถือว่าภาคการท่องเที่ยวถือเป็นเสาหลักสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของรายได้อย่างเดียว แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและอิสราเอลมีความแข็งแกร่งและทำให้คนไทยและอิสราเอลคุ้นเคยกันมากยิ่งขึ้น