"เอกนิติ" เสริมแกร่งสภาพคล่อง 25,000 ล้าน-ปล่อยสินเชื่อช่วย SMEs
10 ก.ค. 2569 | katchatapong_lee

"เอกนิติ" เสริมแกร่งสภาพคล่อง 25,000 ล้าน ลดเงินนำส่ง-หนุนสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 4 แห่ง ปล่อยสินเชื่อช่วย SMEs ฝ่าวิกฤติราคาพลังงาน-ช่วยลูกหนี้รายย่อย
Business
10 ก.ค. 2569 | katchatapong_lee

"เอกนิติ" เสริมแกร่งสภาพคล่อง 25,000 ล้าน ลดเงินนำส่ง-หนุนสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 4 แห่ง ปล่อยสินเชื่อช่วย SMEs ฝ่าวิกฤติราคาพลังงาน-ช่วยลูกหนี้รายย่อย
นายเอกนิติ ทิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงช่วงเวลาที่ภาวะเศรษฐกิจของไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนสูงและมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจนในช่วงที่ผ่านมาเกิดผลกระทบทั้งต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน และทำให้ต้นทุนของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นว่า กระทรวงการคลังภายใต้การนำของตน ได้มีการออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อเยียวยาประชาชน และช่วยเหลือภาคธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ รูปแบบของมาตรการการให้ความช่วยเหลือของกระทรวงการคลัง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่มาตรการที่ต้องใช้งบประมาณเท่านั้น แต่ยังมีการออกแบบมาตรการที่มีความหลากหลาย และครอบคลุมหลายกลุ่มเป้าหมาย โดยล่าสุดได้มีการใช้มาตรการเพิ่มสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) เพื่อให้ธนาคารมีเม็ดเงินและสภาพคล่องเพิ่มขึ้น และสามารถนำสภาพคล่องที่มีเพิ่มขึ้นไปส่งผ่านเป็นมาตรการการในการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกหนี้รายย่อย และผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี)
นายเอกนิติ ระบุว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมาได้เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ที่เสนอมาตรการปรับลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ โดยกระทรวงการคลังจะมีการออกประกาศให้สถาบันการเฉพาะกิจทั้ง 4 แห่งลดอัตราเงินนำส่งเข้ากองทุนฯ จากเดิม 0.25% ต่อปี เหลือ 0.0625% ต่อปี ของยอดเงินที่ได้รับจากประชาชน โดยให้มีผลครอบคลุมระยะเวลาในปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 31 ธ.ค. 2569
ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง คาดว่า ผลจากมาตรการนี้จะนำไปสู่การปล่อยสินเชื่อใหม่และทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีกกว่า 25,000 ล้านบาท
กระทรวงการคลัง ยังได้รายงานให้ที่ประชุม ครม.รับทราบว่า มาตรการนี้จะช่วยลดภาระต้นทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และช่วยให้สามารถส่งผ่านความช่วยเหลือไปยังลูกหนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปี 2569 ที่เศรษฐกิจไทยยังมีความผันผวนสูงจากนโยบายการค้าโลก ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และภัยธรรมชาติ ทำให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นประชาชนรายย่อย กลุ่มเปราะบาง และเอสเอ็มอีที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และเสี่ยงขาดสภาพคล่อง
นายเอกนิติ ย้ำว่า การลดเงินนำส่งจะช่วยลดต้นทุนให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจมีงบประมาณไปดำเนินโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ เช่น การผ่อนปรนการชำระหนี้ หรือการปล่อยสินเชื่อใหม่ รวมทั้งป้องกันการเพิ่มขึ้นของการกู้ยืมเงินนอกระบบซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวของกระทรวงการคลัง ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานเศรษฐกิจ เช่น สำนักงานสภาพพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ให้ความเห็นว่ามาตรการนี้จะช่วยสนับสนุนการปล่อยสินเชื่อใหม่แก่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินทั้ง 4 แห่ง เพื่อใช้เม็ดเงินในส่วนนี้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป