svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

“กฤษฎา บุญเรือง” วิเคราะห์ผลกระทบสงครามอิหร่าน กับ 6 รัฐกลุ่ม GCC

11 มี.ค. 2569

“กฤษฎา บุญเรือง” วิเคราะห์ผลกระทบสงครามอิหร่าน กับกลุ่ม GCC 6 รัฐรอบอ่าวเปอร์เซีย ที่ถูกอิหร่านโจมตี โดยมีข้อจำกัดในการตอบโต้เชิงรุก

11 มีนาคม 2569 จากสงครามอิหร่าน ที่สหรัฐจับมือกับอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ตั้งแต่ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 โดยอิหร่านมีการตอบโต้กลับไปยังฐานทัพสหรัฐของกลุ่มประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย

 

ล่าสุด กฤษฎา บุญเรือง  นักวิชาการอิสระ จากสหรัฐอเมริกา นำเสนอบทความเรื่อง “ภูมิรัฐศาสตร์อ่าวเปอร์เซียบนรอยร้าวใหม่ : เมื่อความอดทนทางยุทธศาสตร์สิ้นสุดลง” โดยมีการวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น

 

เกิดอะไรขึ้นกับดุลอำนาจในตะวันออกกลาง? เหตุใดสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ซึ่งหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าทางทหารโดยตรงกับประเทศเพื่อนบ้านมาอย่างยาวนาน จึงตัดสินใจเปลี่ยนท่าทีมาเป็นการโจมตีรัฐรอบอ่าวเปอร์เซียอย่างเปิดเผย?

“กฤษฎา บุญเรือง” วิเคราะห์ผลกระทบสงครามอิหร่าน กับ 6 รัฐกลุ่ม GCC

 

อะไรคือปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้ "ความอดทนทางยุทธศาสตร์" สิ้นสุดลงในช่วงต้นปี 2026? 

 

มากไปกว่านั้น การตัดสินใจครั้งนี้จะเปลี่ยนโฉมหน้าของตะวันออกกลางไปตลอดกาลหรือไม่ และความเป็นผู้นำทางความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคนี้จะเสื่อมถอยลงอย่างถาวรหรือเปล่า? 

 

คำถามที่สำคัญที่สุดคือ โครงสร้างความมั่นคงและเศรษฐกิจของรัฐอ่าวอาหรับหลังสิ้นสุดสงครามครั้งนี้จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ภาพรวมเหล่านี้คือประเด็นสำคัญที่นักวิเคราะห์และผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกต่างกำลังเฝ้าจับตามองด้วยความกังวลอย่างยิ่ง

กฤษฎา บุญเรือง

 

สถานการณ์ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียช่วงต้นปี 2026 กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจสั่นคลอนเสถียรภาพโลกอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เหตุการณ์ปะทะรุนแรงเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ถือเป็นหมุดหมายของการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายจาก "ความอดทนทางยุทธศาสตร์" (Strategic Patience) ไปสู่การใช้มาตรการเชิงรุกที่มุ่งเป้าโดยตรงต่อรัฐในกลุ่มคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ หรือ GCC (Gulf Cooperation Council) ส่งผลให้ภาพลักษณ์ความมั่นคงของภูมิภาคที่เคยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกต้องตกอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยง

 

โครงสร้างและความแตกต่างภายในกลุ่ม GCC

 

การวิเคราะห์วิกฤตครั้งนี้จำเป็นต้องทำความเข้าใจพลวัตภายในของ GCC ซึ่งประกอบด้วย 6 รัฐสมาชิกที่มีลักษณะเฉพาะทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน

 

ซาอุดิอาระเบีย : รัฐที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่ม (ประมาณ 2.15 ล้านตารางกิโลเมตร) และมีบทบาทนำในฐานะผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก พร้อมประชากรกว่า 36 ล้านคน ปัจจุบันริยาดกำลังเร่งขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ 2030 เพื่อกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจออกจากภาคพลังงานและดึงดูดการลงทุนระดับโลก ทว่าขนาดประเทศที่กว้างใหญ่กลับกลายเป็นจุดอ่อนทางยุทธศาสตร์ที่ท้าทายต่อการจัดวางระบบป้องกันภัยทางอากาศจากการโจมตีของโดรนและขีปนาวุธพิสัยไกล

 

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) : ศูนย์กลางด้านการเงินและเทคโนโลยีที่มีความโดดเด่นในการสร้างอำนาจละมุน (Soft Power) และการลงทุนข้ามชาติ โครงสร้างพื้นฐานที่ล้ำสมัยและเศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้าและการท่องเที่ยว ทำให้ UAE มีความเปราะบางอย่างยิ่งต่อความตื่นตระหนกหากเกิดความไม่สงบ นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายต่างประเทศเชิงรุกในภูมิภาคยังส่งผลให้ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและมหาอำนาจมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

 

กาตาร์ : รัฐผู้ครองตลาดก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และเป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ของฐานทัพอากาศ Al Udeid ของสหรัฐฯ แม้ที่ผ่านมาโดฮาจะประสบความสำเร็จในการรักษาสมดุลทางการทูตและเป็นตัวกลางเจรจาในหลายความขัดแย้งของตะวันออกกลาง แต่การเป็นที่ตั้งกองกำลังทหารอเมริกันขนาดใหญ่กลับดึงดูดความเสี่ยงโดยตรงเมื่อความขัดแย้งกับอิหร่านยกระดับขึ้นสู่การเผชิญหน้า

 

คูเวต : รัฐที่มีวิวัฒนาการทางการเมืองในระบบรัฐสภาที่เข้มแข็ง และเป็นเจ้าของกองทุนความมั่งคั่งที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ชิดกับแนวพรมแดนอิรักและใกล้อิหร่าน ทำให้คูเวตต้องรับมือกับแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกัน ความหลากหลายทางนิกายภายในประเทศยังเป็นปัจจัยที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวังเพื่อระงับยับยั้งการแทรกแซงจากภายนอก

 

โอมาน : รัฐที่มีนโยบายต่างประเทศเป็นเอกเทศ มักแสดงบทบาทเป็นตัวกลางทางการทูตและมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ติดกับทะเลอาหรับ การควบคุมพื้นที่จุดยุทธศาสตร์ร่วมกับอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้มัสกัตต้องดำเนินนโยบายประนีประนอมเพื่อรักษาความมั่นคงของเส้นทางเดินเรือโลก อย่างไรก็ตาม ท่าทีที่เป็นกลางนี้กำลังถูกทดสอบอย่างหนักเมื่อสภาวะสงครามบีบบังคับให้รัฐอ่าวทั้งหมดไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบได้

 

บาห์เรน : รัฐเกาะที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางการทหารในฐานะที่ตั้งฐานทัพเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ แม้จะมีขนาดพื้นที่เล็กแต่มีความสำคัญในเชิงโครงสร้างความมั่นคง โครงสร้างประชากรที่มีความหลากหลายทางนิกายถือเป็นความเปราะบางภายในที่เสี่ยงต่อการถูกใช้เป็นเครื่องมือปลุกปั่นความขัดแย้ง รัฐบาลมานามาจึงต้องพึ่งพาการสนับสนุนด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจจากมิตรประเทศอย่างแนบแน่นเพื่อรักษาเสถียรภาพของตนเอง

 

นโยบายเลือกปฏิบัติของอิหร่าน : การแยกสลายเพื่อกดดัน

 

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าอิหร่านไม่ได้มอง GCC เป็นกลุ่มก้อนที่เสมอกัน แต่เลือกดำเนินนโยบาย "ศัลยกรรมความมั่นคง" ที่แตกต่างกันตามระดับความสัมพันธ์และการดำเนินนโยบายต่างประเทศของแต่ละรัฐ

 

ในกรณีของซาอุดิอาระเบียและ UAE แม้จะมีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตในช่วงปี 2023-2025 แต่อิหร่านยังคงมองว่าทั้งสองประเทศเป็นฟันเฟืองสำคัญที่เกื้อหนุนอิทธิพลของสหรัฐฯ และอิสราเอล นอกจากนี้ ในความเป็นจริง ซาอุดิอาระเบียและ UAE เองก็มีความขัดแย้งและแข่งขันกันอย่างดุเดือดในระดับภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการช่วงชิงความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ หรือในสมรภูมิเยเมนที่ทั้งสองชาติต่างสนับสนุนกองกำลังท้องถิ่นคนละกลุ่มเพื่อแย่งชิงอิทธิพลเหนือเมืองท่าและเส้นทางยุทธศาสตร์ ความเปราะบางระหว่างริยาดและอาบูดาบีที่เคยปรากฏนี้ ถูกอิหร่านนำมาเป็นช่องว่างในการกดดัน โดยเฉพาะการมุ่งเป้าไปยังศูนย์กลางเศรษฐกิจและระบบคลาวด์เทคโนโลยี เพื่อทำลายความเชื่อมั่นด้านการลงทุนและบีบให้รัฐบาลเหล่านี้ทบทวนการอนุญาตให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในดินแดนของตน

 

ขณะที่กาตาร์และโอมานซึ่งเคยวางตัวเป็นตัวกลาง กลับถูกดึงเข้าสู่ศูนย์กลางของความเสี่ยง การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและท่าเรือส่งสัญญาณว่า ความสัมพันธ์ในอดีตไม่อาจเป็นเกราะคุ้มกันได้หากยังคงให้ความร่วมมือทางทหารกับมหาอำนาจตะวันตก ส่วนบาห์เรนและคูเวตยังคงมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายในที่อิหร่านอาจใช้เครือข่ายอิทธิพลเชิงอุดมการณ์สร้างความไม่สงบทางการเมือง

 

เมื่อพันธะความมั่นคงกับสหรัฐฯ กลายเป็นภาระ

 

บทพิสูจน์จากการปะทะครั้งล่าสุดชี้ให้เห็นถึงความลักลั่นในนโยบายป้องกันประเทศ สหรัฐฯ ทุ่มทรัพยากรอย่างมหาศาลเพื่อปกป้องอิสราเอลผ่านระบบป้องกันภัยทางอากาศระดับสูง แต่ในทางกลับกัน รัฐ GCC กลับต้องเผชิญกับความเสียหายจากการโจมตีด้วยโดรนและมิสไซล์ราคาถูกที่มีประสิทธิภาพเหนือระบบป้องกันที่มีอยู่เดิม

 

สภาวะดังกล่าวส่งผลให้ผู้นำ GCC เริ่มมองว่าการมีฐานทัพสหรัฐฯ ในประเทศอาจเป็น "ภาระ" (Liability) มากกว่าหลักประกันความปลอดภัย เพราะทำให้ประเทศกลายเป็นเป้าหมายโดยตรงโดยที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจในการตอบโต้ จึงเกิดแนวคิดการสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศร่วมกัน (Integrated Air Defense) เพื่อลดการพึ่งพิงสหรัฐฯ ในระยะยาว

 

ความกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงระบอบและความไร้เสถียรภาพ

 

สิ่งที่รัฐสมาชิก GCC หวาดกลัวมากที่สุดไม่ใช่เพียงการโจมตีทางทหาร แต่คือภาวะสุญญากาศทางอำนาจหากเกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองที่รุนแรงในอิหร่าน ความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามกลางเมืองหรือการสูญเสียการควบคุมกองกำลังตัวแทน (Proxies) ทั่วภูมิภาค เช่น ในเลบานอน อิรัก และเยเมน อาจนำไปสู่คลื่นความไม่สงบที่ยากจะควบคุม รวมถึงความเสี่ยงต่อการประท้วงภายในประเทศอย่างจอร์แดนหรือบาห์เรน หากวิกฤตเศรษฐกิจจากสงครามบานปลายจนกระทั่งส่งผลต่อปากท้องของประชาชน

 

สรุป : ภูมิรัฐศาสตร์ของการอยู่รอด

 

ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและ GCC ในปัจจุบันก้าวข้ามประเด็นทางลัทธินิกายไปสู่ "ภูมิรัฐศาสตร์ของการอยู่รอด" (Geopolitics of Survival) อย่างเต็มรูปแบบ สงครามครั้งนี้กำลังบังคับให้กลุ่มรัฐอ่าวต้องเลือกระหว่างการยึดติดกับพันธมิตรเดิมที่ดูเหมือนจะให้ความสำคัญลดลง หรือการหันมาพึ่งพาตนเองและแสวงหาดุลอำนาจใหม่ร่วมกับมหาอำนาจขั้วอื่น

 

ในมิติเชิงยุทธศาสตร์ อิหร่านซึ่งมีประชากรกว่า 89 ล้านคนและมีพื้นฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่พึ่งพาตนเองได้ ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ GCC ต้องเผชิญหน้า ขณะที่ GCC ที่มีกองทุนความมั่งคั่งมหาศาลต้องเผชิญกับบททดสอบว่า "เงิน" จะยังคงซื้อ "ความมั่นคง" ได้หรือไม่ในยุคที่เทคโนโลยีสงครามมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้

 

ข้อมูลประกอบการวิเคราะห์เชิงลึก

 

อิหร่าน (Islamic Republic) : ครอบครองพื้นที่ประมาณ 1.6 ล้านตารางกิโลเมตร ซึ่งอุดมไปด้วยปราการธรรมชาติอย่างเทือกเขาสูงชัน ที่เอื้อต่อการตั้งรับและซ่อนพรางโครงสร้างทางทหาร ด้วยจำนวนประชากรที่สูงถึง 89 ล้านคน อิหร่านจึงมีฐานทรัพยากรมนุษย์ขนาดใหญ่ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภายในและกองทัพ จุดแข็งที่สำคัญคือการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศด้วยตนเอง โดยเฉพาะเทคโนโลยีโดรนและขีปนาวุธ ตลอดจนความเชี่ยวชาญในการทำยุทธศาสตร์สงครามตัวแทน (Proxy War) ผ่านเครือข่ายพันธมิตรในหลายประเทศ ทำให้สามารถต่อรองอิทธิพลได้โดยลดความเสี่ยงจากการใช้กองทัพตามแบบแผน

 

กลุ่มประเทศ GCC : มีพื้นที่รวมกันประมาณ 2.6 ล้านตารางกิโลเมตร โดยสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายราบเรียบที่ท้าทายต่อการตั้งรับทางทหาร ประชากรรวมทั้ง 6 ชาติมีประมาณ 58 ล้านคน ซึ่งสัดส่วนประชากรจำนวนมากเป็นแรงงานข้ามชาติ จุดแข็งระดับโลกของ GCC คือการเป็นเจ้าของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund) ที่มีมูลค่ามหาศาล และเป็นแหล่งสำรองพลังงานสำคัญของโลก อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาเทคโนโลยีทางการทหารจากชาติตะวันตกเกือบทั้งหมด ทำให้กลุ่ม GCC มีข้อจำกัดในการปรับตัวและตอบโต้เชิงรุกด้วยตนเองเมื่อเกิดภาวะวิกฤต ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบัน