สถานทูตอิหร่าน ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีของ สหรัฐ - อิสราเอล
02 มี.ค. 2569
สถานทูตอิหร่าน ออกแถลงการณ์ประณาม สหรัฐ - อิสราเอล ก่ออาชญากรรมต่ออิหร่านอย่างป่าเถื่อน ชี้การทำลายเป้าหมายโรงเรียนประถม ส่งผลให้เยาวชนเกือบ 200 คนเสียชีวิต
ข่าว
02 มี.ค. 2569
สถานทูตอิหร่าน ออกแถลงการณ์ประณาม สหรัฐ - อิสราเอล ก่ออาชญากรรมต่ออิหร่านอย่างป่าเถื่อน ชี้การทำลายเป้าหมายโรงเรียนประถม ส่งผลให้เยาวชนเกือบ 200 คนเสียชีวิต
2 มีนาคม 2569 สถานทูตอิหร่าน ออกแถลงการณ์ระบุว่า การกระทำอันก้าวร้าวของสหรัฐฯ และระบอบอิสราเอลต่ออิหร่าน
การโจมตีและสถานการณ์
- อีกครั้งหนึ่ง ในช่วงก่อนเทศกาลนอรูซ (ปีใหม่ปฏิพัทธ์) และวันที่ 10 ของเดือนรอมฎอน ระบอบการปกครองของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ละเมิด มาตรา 2 วรรค 4 ของกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยได้ก่ออาชญากรรมต่อชาติอิหร่านและกระทำการป่าเถื่อนอย่างชัดเจน ละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของประเทศอิหร่าน การกระทำของสหรัฐฯ และระบอบไซโอนิสต์นี้ไม่มีฐานทางกฎหมายหรือเหตุผลรองรับใดๆ และถือเป็นการก่ออาชญากรรมแห่งการรุกราน
- ในช่วงชั่วโมงแรกของการปฏิบัติการที่ก้าวร้าวนี้ โรงเรียนประถมหญิงล้วนในเมืองมินาบ (Minab) ถูกตกเป็นเป้าหมายและถูกทำลาย ส่งผลให้เด็กหญิงผู้บริสุทธิ์เกือบ 200 คนเสียชีวิต (Martyrdom) การรุกรานครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่อิหร่านและสหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาทางการทูต ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าการเจรจาเหล่านั้นเป็นเพียงการหลอกลวง และการตัดสินใจโจมตีอิหร่านได้ถูกเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว ตั้งแต่ช่วงที่เนทันยาฮูเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ
การลอบสังหารผู้นำสูงสุด
- แม้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะกล่าวอ้างนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" (America First) แต่การกระทำนี้แสดงให้เห็นว่าอิสราเอล คือ สิ่งที่เขาส่งเสริมเป็นอันดับแรก และเขายอมสละเลือดเนื้อของทหารอเมริกันเพื่อเป้าหมายที่ชั่วร้ายของระบอบไซโอนิสต์
- เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นทั้งที่อิหร่านได้เข้าสู่กระบวนการเจรจาด้วยความจริงใจ เพื่อทำหน้าที่ต่อระบบระหว่างประเทศและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อขจัดข้ออ้างในการรุกรานของสหรัฐฯ และระบอบไซโอนิสต์
- สิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดในการรุกรานครั้งนี้ คือการปฏิบัติการลอบสังหารผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน โดยเฉพาะการลอบสังหาร อยาตุลเลาะห์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดผู้ยิ่งใหญ่ของอิหร่าน ซึ่งถือเป็นการละเมิดหลักการทางศีลธรรมของสังคมมนุษย์และกฎบัตรสหประชาชาติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
สิทธิในการป้องกันตนเองและการตอบโต้
- สหรัฐฯ และระบอบไซโอนิสต์ต้องตระหนักว่า แม้พวกเขาจะเป็นฝ่ายเริ่มสงครามและการรุกราน แต่พวกเขาจะไม่ใช่ฝ่ายที่ยุติมันได้ การลอบสังหารผู้นำสูงสุดได้สร้างบาดแผลลึกในหัวใจของชนชาติอิหร่าน
- กองทัพอิหร่านได้ลุกขึ้นด้วยอำนาจเต็มพิกัดเพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน การตอบโต้การรุกรานนี้เป็นสิทธิ์โดยชอบธรรมของอิหร่านตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ กองทัพอิหร่านได้เตรียมพร้อมด้วยสรรพกำลังเพื่อเผชิญหน้ากับการรุกรานที่ชั่วร้ายนี้ และจะตอบโต้อย่างแน่นอน
- อิหร่านได้ร้องขอให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) จัดประชุมฉุกเฉินเพื่อดำเนินการต่อการละเมิดสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม "นโยบายสองมาตรฐาน" ทำให้การประชุมนั้นไม่เกิดผล
- อิหร่านคาดหวังให้รัฐสมาชิก UN โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคและกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ร่วมกันประณามการกระทำที่ก้าวร้าวของสหรัฐฯ และอิสราเอลโดยทันที
คำเตือนถึงประเทศเพื่อนบ้าน
- ชนชาติอิหร่านจะไม่ยอมจำนนต่อการรุกรานของต่างชาติ และจะยืนหยัดปกป้องอธิปไตยของตนอย่างเด็ดขาดเพื่อให้ผู้รุกรานต้องเสียใจกับการกระทำของตน
- ประชาชาติที่รักเสรีภาพต้องเข้าใจว่า การรุกรานอิหร่านโดยสหรัฐฯ และระบอบไซโอนิสต์ ไม่ใช่แค่การโจมตีอิหร่านเท่านั้น แต่เป็นการทรยศต่อการทูตและเป็นการทำร้ายทั้งภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง
- ขณะที่อิหร่านยังคงยึดถือนโยบายเพื่อนบ้านที่ดี แต่ก็คาดหวังว่าเพื่อนบ้านจะไม่อนุญาตให้ผู้รุกรานใช้พื้นที่หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในการโจมตีอิหร่าน ตามกฎหมายระหว่างประเทศ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการมีส่วนร่วมในการรุกราน และอิหร่านมีสิทธิ์ในการดำเนินมาตรการตอบโต้ต่อแหล่งที่มาของการรุกรานนั้นๆ
- ประเทศในภูมิภาคต้องตระหนักว่าสหรัฐฯ ได้ใช้พื้นที่ของพวกเขาเพื่อแผ่ขยายไฟสงคราม ดังนั้น การป้องกันตัวใดๆ ของอิหร่านต่อฐานทัพเหล่านั้น จะไม่ถือว่าเป็นการโจมตีประเทศในภูมิภาคเหล่านั้นแต่อย่างใด
- ในมุมมองของอิหร่าน สมาชิกสหประชาชาติทุกคนมีหน้าที่ต้องประณามการรุกรานนี้ การเพิกเฉยจะยิ่งทำให้ผู้รุกรานได้ใจ และเป็นการทำลายหลักนิติธรรมรวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ
