"อิหร่าน" ยังไม่สิ้นเขี้ยวเล็บ ยังมี "ขีปนาวุธ" แบบนำวิถี-ร่อน ที่ใช้โจมตีได้ต่อเนื่อง
02 มี.ค. 2569
"อิหร่าน" ยังไม่สิ้นเขี้ยวเล็บ ยังมี "ขีปนาวุธ" แบบนำวิถี-ร่อน ระยะทำการไกล 2,500 กิโลเมตร ที่ใช้โจมตีได้ต่อเนื่อง
ข่าว
02 มี.ค. 2569
"อิหร่าน" ยังไม่สิ้นเขี้ยวเล็บ ยังมี "ขีปนาวุธ" แบบนำวิถี-ร่อน ระยะทำการไกล 2,500 กิโลเมตร ที่ใช้โจมตีได้ต่อเนื่อง
2 มีนาคม 2569 หลังจากปฏิบัติการ "โรริง ไลออน" (Operation Roaring Lion) ของอิสราเอล และปฏิบัติการ "อีปิค ฟิวรี่" (Operation Epic Fury) ของสหรัฐฯ คร่าชีวิต "อยาตุลเลาะห์ อาลี คามาเนอี" ผู้นำสูงสุดอิหร่าน และผู้นำระดับสูงคนอื่นๆ ของอิหร่าน ทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการพุ่งเป้าโจมตีอิสราเอลและฐานทัพที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาค
รวมถึงกลุ่มประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางที่รายล้อมอ่าวเปอร์เซีย หรือที่เรียกว่า รัฐอ่าวเปอร์เซีย (Gulf states) ตอกย้ำความเป็นเจ้าของ "คลังขีปนาวุธที่ใหญ่ที่สุดและหลากหลายที่สุดในตะวันออกกลาง" ที่เชื่อว่า มีมากกว่า 3,000 ลูก
ซึ่งยังไม่รวมกองกำลังขีปนาวุธร่อนโจมตีภาคพื้นดินที่กำลังเติบโตของประเทศ และแม้จะถูกใช้ไปในช่วงสงครามระยะสั้นกับอิสราเอล เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2565 และการปะทะกันสองครั้งในปี 2565 คือ เดือนเมษายนและตุลาคม ที่อิสราเอลโจมตีคลังขีปนาวุธ แท่นยิง และศักยภาพการผลิตของอิหร่านเป็นการตอบโต้
แต่เจ้าหน้าที่อิสราเอลก็ยังประเมินว่า คลังแสงที่เหลืออยู่ของอิหร่านยังมีขีปนาวุธ 1,500 ลูก แท่นยิง 200 แห่ง และมีสัญญาณ ในช่วงปลายปี 2568 ว่า อิหร่านกำลังดำเนินการเติมเต็มคลังแสงของตน
นักวิเคราะห์ด้านกลาโหมอธิบายว่า กองกำลังขีปนาวุธของอิหร่าน เป็นกองกำลังที่ใหญ่ที่สุดและหลากหลายที่สุดในตะวันออกกลาง ครอบคลุมทั้งขีปนาวุธแบบนำวิถีและขีปนาวุธร่อน ได้รับการออกแบบมา
เพื่อให้มีขีดความสามารถในการรุกคืบได้ แม้จะไม่มีกองทัพอากาศที่ทันสมัย ความเร่งด่วนในการสร้างคลังอาวุธขีปนาวุธขึ้นใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงการลงทุนอย่างหนักในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งมุ่งเน้นไปที่
การปรับปรุงความพร้อมรบ ความแม่นยำ และความถูกต้องของขีปนาวุธ เพื่อให้เป็นเครื่องมือป้องปรามแบบดั้งเดิมที่มีศักยภาพ การมุ่งเน้นที่ความแม่นยำและความถูกต้องมีความสำคัญเหนือกว่าการขยายระยะทำการของขีปนาวุธ ซึ่งเป็นนโยบายที่กำหนดขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2558 โดยกำหนดขีดจำกัดระยะทำการของขีปนาวุธไว้ที่ 2,000 กิโลเมตร
แต่อิหร่านสามารถยกเลิกข้อจำกัดนี้ได้ทุกเมื่อ และในความเป็นจริงก็ได้ติดตั้งระบบ "คอร์รัมชาห์ร" (Khorramshahr) ซึ่งเป็นตระกูลขีปนาวุธทิ้งตัวพิสัยกลางถึงไกล (MRBM/IRBM) ที่ทันสมัยและทรงพลัง
พัฒนาโดยกองทัพพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ใช้เชื้อเพลิงเหลว มีพิสัยทำการประมาณ 2,000-3,000 กิโลเมตร สามารถบรรทุกหัวรบหนักกว่า 1.5 ตัน รุ่นล่าสุดอย่าง คอร์รัมชาห์ร -4 และ 5 (Khorramshahr-4 และ 5) มีความแม่นยำสูงและสามารถหลบหลีกเรดาร์ได้
การที่ขีปนาวุธของอิหร่านมีระยะทำการระหว่าง 2,000-2,500 กิโลเมตร หมายความว่า ขีปนาวุธเหล่านี้สามารถโจมตีอิสราเอล ฐานทัพที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ ทั่วอ่าวเปอร์เซีย และพื้นที่ส่วนใหญ่ของภูมิภาคได้
ตรงกันข้ามกับคำกล่าวอ้างของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และบางคนในแวดวงของเขาที่ว่า ขีปนาวุธเหล่านี้ไม่สามารถเข้าใกล้สหรัฐฯ ได้เลย
ขีปนาวุธพิสัยใกล้ – ระยะทำการประมาณ 150-800 กิโลเมตร ถูกสร้างขึ้นเพื่อโจมตีเป้าหมายทางทหารในบริเวณใกล้เคียงและการโจมตีระดับภูมิภาคอย่างรวดเร็ว โดยระบบหลักๆ ที่ใช้ได้แก่รุ่น "ซอลฟาการ์" (Zolfaghar) มาจากตระกูล "ฟาเทห์" (Fateh), : Zolfaghar, ขีปนาวุธ "กิยาม-1" (Qiam-1) และขีปนาวุธชาฮับ (Shahab-1/2) รุ่นเก่า พิสัยที่สั้นกว่าอาจเป็นข้อได้เปรียบในภาวะวิกฤต พวกมันสามารถยิงได้เป็นชุด ทำให้เวลาในการเตือนภัยสั้นลงและทำให้การโจมตีล่วงหน้าทำได้ยากขึ้น
ถ้าขีปนาวุธระยะสั้น คือ คำตอบของอิหร่านสำหรับการโจมตีแบบรวดเร็ว ขีปนาวุธพิสัยกลาง ระยะทำการประมาณ 1,500-2,000 กิโลเมตร คือสิ่งที่เปลี่ยนการตอบโต้ให้กลายเป็นสมการระดับภูมิภาค
ระบบต่างๆ เช่น "ชาฮับ-3 (Shahab-3), เอหมัด (Emad), กัดร์-1 (Ghadr-1) ตลอดจน คอร์รัมชาห์ร และ เซ็จจิล (Sejjil) สนับสนุนความสามารถของอิหร่านในการโจมตีในระยะไกลขึ้น ควบคู่ไปรุ่นใหม่ๆ เช่น ไคบาร์ (Kheibar), เชคัน (Shekan) และ ฮัจ กัซเซม (Haj Qassem)
โดยเซ็จจิล โดดเด่นในฐานะระบบเชื้อเพลิงแข็ง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะช่วยให้พร้อมยิงได้เร็วกว่าขีปนาวุธเชื้อเพลิงเหลว เป็นข้อได้เปรียบ
หากอิหร่านคาดการณ์ว่า จะถูกโจมตีและต้องการตัวเลือกที่ทนทานและตอบโต้ได้ โดยรวมแล้ว ขีปนาวุธพิสัยกลางเหล่านี้ทำให้ประเทศอิสราเอลและฐานที่มั่นต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ ในกาตาร์ บาห์เรน คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อยู่ในระยะทำการ ซึ่งเป็นการขยายรายชื่อเป้าหมายของอิหร่านและเพิ่มความเสี่ยงของภูมิภาค
ขีปนาวุธร่อนบินต่ำ สามารถบินเลียบภูมิประเทศ และมักตรวจจับและติดตามได้ยากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยิงพร้อมกับโดรนหรือขีปนาวุธแบบอื่นๆ ที่ออกแบบมาเพื่อโจมตีระบบป้องกันภัยทางอากาศ
มีการประเมินอย่างกว้างขวางว่า อิหร่านมีขีปนาวุธร่อน (Cruise missiles) โจมตีภาคพื้นดินและต่อต้านเรือรบ เช่น "ซูมาร์" (Soumar), "ยา-อาลี" (Ya-Ali), "กั๊ดส" (Quds) รุ่นต่างๆ โดยซูมาร์ มีระยะทำการ 2,500 กิโลเมตร
ภาพและข้อมูลจากสำนักข่าว Al Jazeera
