สงครามที่ไร้ผู้ชนะ! ระวังลามเศรษฐกิจโลก แนะรัฐตั้ง “วอร์รูมบูรณาการ”
01 มี.ค. 2569
สงครามที่ไร้ผู้ชนะ! ระวังลามเศรษฐกิจโลก แนะรัฐตั้ง “วอร์รูมบูรณาการ”เศรษฐกิจโลกเขย่าแรง สะเทือนไทยแน่!
ข่าว
01 มี.ค. 2569
สงครามที่ไร้ผู้ชนะ! ระวังลามเศรษฐกิจโลก แนะรัฐตั้ง “วอร์รูมบูรณาการ”เศรษฐกิจโลกเขย่าแรง สะเทือนไทยแน่!
1 มีนาคม 2569 “ข่าวข้นคนข่าว” ระดมความเห็นนักวิชาการ ผู้รู้ และกูรู เกี่ยวกับโลกมุสลิม และความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เพื่ออธิบายสถานการณ์และแนวโน้มของสงครามสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน
ดร.มาโนชญ์ อารีย์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง จากคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ หรือ มศว. กล่าวว่า สงครามที่เกิดขึ้นทำให้โลกยืนอยู่บน "จุดเปลี่ยน" ทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ก
- ที่ผ่านมาอิหร่านยึดถือหลักการ "อดทนเชิงยุทธศาสตร์" เพื่อเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบมาโดยตลอด แต่เมื่ออิสราเอลยกระดับการโจมตีด้วยการลอบสังหารผู้นำระดับสูงถึงในถิ่นของอิหร่าน ทำให้อิหร่านตกอยู่ในสภาวะจำยอม
- การนิ่งเฉยถูกมองว่าเป็นความอ่อนแอ อิหร่านจึงต้องเลือกรักษาภาพลักษณ์อำนาจการป้องปราม มากกว่าการรักษาความสงบ เพื่อไม่ให้สูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาพันธมิตรและศัตรู
- สงครามครั้งนี้จะพิสูจน์ว่า ระบบ Iron Dome หรือ Arrow ของอิสราเอลที่ว่าแน่นหนาที่สุดในโลก / มี "รูรั่ว" และไม่สามารถป้องกันเทคโนโลยีล่าสุดของอิหร่านได้ / โดยจะเป็นการโจมตีเพื่อให้ขีปนาวุธตกถึงเป้าหมายจริง ซึ่งหากทำสำเร็จจะเป็นการยกระดับเพดานความขัดแย้งขึ้นไปอีกขั้น
- ในมุมของอิสราเอล ภายใต้การนำของ นายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู กำลังมองเห็น "โอกาส" ในวิกฤตครั้งนี้ โดยมีเป้าหมายคือการจัดการกับอิหร่านซึ่งถูกมองว่าเป็น "หัวของอสรพิษ" ที่ส่งท่อน้ำเลี้ยงให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน และฮามาส ในฉนวนกาซ่า
- อิสราเอลทราบดีว่า ศักยภาพของตนเพียงชาติเดียวยากที่จะทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านได้สำเร็จ จึงต้องสร้างสถานการณ์ให้ลุกลาม เพื่อบีบให้สหรัฐฯ ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องกระโดดเข้ามาช่วย เพื่อปิดบัญชีอิหร่านอย่างถาวร
อาจารย์มาโนชญ์ ตั้งข้อสังเกตผ่านแง่มุมกฎหมายระหว่างประเทศว่า การโจมตีครั้งนี้เป็นการใช้ยุทธวิธี "ชิงโจมตีก่อน” ซึ่งในทางกฎหมาย การจะชิงโจมตีก่อนได้ ฝ่ายที่โจมตีต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีภัยคุกคามที่จวนตัวอยู่ตรงหน้า แต่อิสราเอลยังไม่สามารถแสดงหลักฐานให้โลกเห็นชัดเจนว่า อิหร่านกำลังจะกดปุ่มยิงในนาทีนั้น เช่นเดียวกับพฤติกรรมของสหรัฐฯ
ส่วนผลกระทบด้านเศรษฐกิจ อาจารย์มาโนชญ์ มองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่สมรภูมิ แต่กำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างผ่านระบบเศรษฐกิจโลก / ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นกระทบเงินในกระเป๋าประชาชนโดยตรง / หากญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของไทย ได้รับผลกระทบด้านพลังงานจนเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อสินค้าจากไทยก็จะลดลงตามไปด้วย
ด้วยเหตุนี้ จึงเสนอให้รัฐบาลไทยจัดตั้ง “วอร์รูมบูรณาการ" ที่ไม่ได้ดูแค่เรื่องความมั่นคงทางทหาร แต่ต้องรวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อประเมินสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรายชั่วโมง เนื่องจากโลกกำลังยืนอยู่บนปากเหวของ "สงครามโลกครั้งที่ 3" ซึ่งการเตรียมพร้อมและความมีสติคือสิ่งสำคัญที่สุด
ดร.ศราวุฒิ อารีย์ ผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์ความน่ากังวลของผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เพราะน่าจะร้ายแรงกว่าที่คาดคิด
อาจารย์ประเมินว่า สงครามครั้งนี้จะไม่มี “ผู้ชนะที่แท้จริง” เพราะความสูญเสียไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในพื้นที่สู้รบ แต่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่มาถึง “เศรษฐกิจโลก” และความมั่นคงทางพลังงาน ซึ่งจะลามมาถึงประเทศไทย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงก็คือ ความซับซ้อนของโลกมุสลิม โดยเฉพาะประเทศอาหรับสายกลางที่มีท่าที "กลืนไม่เข้าคายไม่ออก" กล่าวคือ ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงของอิสราเอลต่อพลเรือน แต่ก็มีความกังวลลึกๆ ต่อการขยายอิทธิพลของอิหร่านผ่านกลุ่มตัวแทนต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มติดอาวุธในหลายพื้นที่ขัดแย้ง
ส่วนยุทธวิธีที่ใช้ในการรบรอบนี้ กลยุทธ์ที่ฝ่ายต่างๆ นำมาใช้ ก้าวข้ามขีดจำกัดของอาวุธยุทโธปกรณ์แบบเดิม โดยหันไปให้ความสำคัญกับ "ข้อมูลเชิงลึก" และการเจาะทะลุระบบความมั่นคงผ่านช่องทางดิจิทัล / การโจมตีผ่านเครื่องมือสื่อสารหรือระบบไซเบอร์ / ซึ่งส่งผลทำลายได้ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน / ขวัญกำลังใจของอีกฝ่าย / และตัดการเชื่อมต่อของเครือข่ายกลุ่มต่อต้าน
เพราะการโจมตีทางไซเบอร์ในบางครั้ง สร้างความตื่นตระหนกและอัมพาตทางสังคมได้มากกว่าการทิ้งระเบิดในสมรภูมิจริง
ความได้เปรียบของสงครามในวันนี้ ไม่ใช่อยู่ที่ใครมีกระสุนมากกว่า แต่อยู่ที่ใครมีข้อมูลที่แม่นยำกว่า และใครสามารถทำลายความมั่นใจในระบบสื่อสารของอีกฝ่ายได้ก่อนกัน
อาจารย์ศราวุฒิ บอกด้วยว่า แม้ฝ่ายต่อต้านจะถูกโจมตีอย่างหนักจากเทคโนโลยีระดับสูงของอิสราเอล แต่ฝ่ายอิหร่านและผู้สนับสนุนมีความพยายามที่จะรักษา "สงครามระยะยาว" เอาไว้ / เป้าหมายสำคัญไม่ใช่การชนะในเชิงการทหาร / แต่เป็นการดึงให้อิสราเอล "ติดหล่ม" ใน 2 มิติหลัก คือค่าใช้จ่ายมหาศาลในการทำสงครามต่อเนื่อง และสภาวะหยุดชะงักของภาคธุรกิจ ตลอดจนแรงกดดันจากประชาคมโลกต่อการปฏิบัติการทางทหารที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง กล่าวกับ “ข่าวข้นคนข่าว” ว่า รากเหง้าของความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น มีอิหร่านวางตัวเป็น “ผู้แสดงหลัก” คือยืนอยู่ตรงข้ามกับมหาอำนาจตะวันตกและพันธมิตรอย่างชัดเจน
ยุทธศาสตร์ที่อิหร่านใช้คือ "การป้องกันเชิงรุก" โดยไม่ได้จำกัดวงการเคลื่อนไหวอยู่แค่ในพรมแดนตัวเอง แต่ใช้วิธีขยายอิทธิพลผ่านกลุ่มตัวแทน หรือ Proxy ในประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาค เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและใช้เป็นกันชนในการเผชิญหน้า ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้อิหร่านมีบทบาทสูงในการกำหนดทิศทางความมั่นคงในตะวันออกกลาง
ในมิติของผลกระทบ อาจารย์จรัญ เห็นว่า สงครามในตะวันออกกลางไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน โดยมี 3 ปัจจัยหลักที่ไทยต้องเผชิญ คือ
- ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานในประเทศออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- โจทย์ยากของรัฐบาลไทยคือการวางตัวอย่างสมดุล ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจ
- การทำความเข้าใจในมิติทางประวัติศาสตร์และศาสนาที่ซับซ้อน เพราะต้องไม่ลืมว่า ในอาเซียนก็มีรัฐอิสลามอยู่หลายประเทศ ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน
ศ.ดร.จรัญ ให้ทัศนะทิ้งท้ายว่า การแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ยั่งยืนจำเป็นต้องก้าวข้ามการมองแค่ "มิติทางทหาร" แต่ต้องหันมาให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจเชิงลึกในด้านประวัติศาสตร์และความละเอียดอ่อนทางศาสนา ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่ขับเคลื่อนความขัดแย้งในพื้นที่นี้มาอย่างยาวนาน
อีกหนึ่งสงครามที่ลืมไม่ได้ และยืดเยื้ออย่างไม่น่าเชื่อ คือ สงครามรัสเซีย กับ ยูเครน
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา / นับเป็นวันที่ 1,461 ของสงครามยูเครน และเป็นการเริ่มต้นปีที่ 5 ของสงคราม ประมาณการว่า กองทัพรัสเซียสูญเสียทหารไปแล้วเป็นจำนวน 1,260,500 นาย นับรวมทั้งเสียชีวิต บาดเจ็บ และสูญหาย
ขณะเดียวกัน คาดว่ายูเครนเองเสียทหารเป็นจำนวนมาก ประมาณกันว่ากองทัพยูเครนในช่วง 4 ปี มีกำลังพลเสียชีวิตราว 55,000 นาย ตามคำสัมภาษณ์ของประธานาธิบดีเซเลนสกี
อาจารย์สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง วิเคราะห์และประเมิน 4 ปีของสมรภูมิเดือดนี้ว่า สงครามยูเครนเริ่มด้วยการบุกของกองทัพรัสเซีย ที่ประธานาธิบดีปูติน เรียกอย่างสวยหรูว่า “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” (Special Military Operations ) ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 นั้น เดินทางมาครบ 4 ปีเต็ม และเริ่มเดินหน้าสู่ปีที่ 5 อย่างไม่น่าเชื่อ / ใครจะคิดว่าในสถานการณ์การบุกของรัสเซียในวันนั้น กองทัพรัสเซียไม่สามารถทำลายกองทัพยูเครนได้ และทั้งไม่สามารถยึดยูเครนได้ตามแผนยุทธการที่ถูกวาดไว้อย่างสวยหรู
กล่าวคือ หลังการบุกและโจมตีเพียงไม่กี่วัน / กองทัพรัสเซียจะเปิดการสวนสนามเพื่อฉลองชัยชนะที่กรุงเคียฟ และบรรดาชาวยูเครนสายนิยมรัสเซีย จะมอบช่อดอกไม้ พร้อมเข้าร่วมการเฉลิมฉลองครั้งนี้อย่างสนุกสนาน
แต่สงครามกลับเกิดอาการ “พลิกทั้งกระดาน” เมื่อกองทัพรัสเซียกลายเป็นเป้านิ่งถูกทำลายลงอย่างไม่คาดคิด แผนการในการยึดเมืองหลวงของยูเครน กลายเป็นความล้มเหลวทั้งทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธี จนดูเหมือนความพ่ายแพ้ของรัสเซียอยู่ไม่ไกล
แต่ความพ่ายแพ้ของกองทัพของรัฐมหาอำนาจใหญ่ ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดได้อย่างรวดเร็ว แม้ฝ่ายยูเครนและบรรดารัฐตะวันตกที่ให้การสนับสนุนจะคิดเช่นนั้น เพราะในสงครามที่ต่างฝ่ายต่าง “ยันกันในสนามรบ” ในแบบที่ไม่มีใครมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายอย่างเด็ดขาดนั้น สงครามเปลี่ยนจากการรบอย่างรวดเร็วไปเป็นการรบอย่างเชื่องช้า ต่างฝ่ายต่างทำลายกันไปอย่างที่ไม่อาจเอาชนะคู่สงครามอีกฝ่ายได้
รูปแบบของการรบได้กลายสภาพเป็น “สงครามทอนกำลัง” อย่างชัดเจน และความสูญเสียก็พุ่งสูงขึ้นอย่างน่ากลัว
หลายคนมองสงครามยูเครนแล้วย้อนกลับมามองสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา และคิดตรงกันว่า ไม่มีใครอยากให้เกิดสภาพยืดเยื้อเช่นนี้ในความสัมพันธ์ของประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกัน เพราะมีแต่ความสูญเสีย เสียหาย และไม่มีใครชนะอย่างแท้จริง
