svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ข่าว

คลื่นใต้น้ำ – คลื่นบนน้ำ บ้านใหญ่ - ก๊วนลูกเทพ งานยากภูมิใจไทย

01 มี.ค. 2569

คลื่นใต้น้ำ – คลื่นบนน้ำ งานยากภูมิใจไทยจัดสรรเก้าอี้ เช็กชื่อบ้านใหญ่ - ก๊วนลูกเทพ น้ำเงินแท้ น้ำเงินพลัดถิ่น แต่เก้าอี้ไม่พอ

ยังไม่ทันตั้งรัฐบาล แค่ช่วง “รายงานตัว สส.ใหม่” ก็เริ่มมีปัญหา “คลื่นใต้น้ำ - คลื่นบนน้ำ” ของพรรคภูมิใจไทย ในฐานะพรรคแกนนำแล้ว โดยเฉพาะปัญหาการจัดสรรเก้าอี้ เพราะระดม “บ้านใหญ่ - ดาวฤกษ์” เข้าไปเยอะจัด

 

“ก๊วน - ก๊ก - ซุ้ม - มุ้ง” ต่างๆ ในภูมิใจไทย แยกคร่าวๆ ดังนี้ นี้

 

 1.ตระกูลการเมือง มีถึง 86 ตระกูล ตามข้อมูลที่เก็บรวบรวมโดย อาจารย์ยุทธพร อิสรชัย จากคณะรัฐศาสตร์ มสธ.

 

แต่สิ่งที่ต้องหมายเหตุเอาไว้ก็คือ ตระกูลการเมืองบางตระกูล อาจไม่ใช่บ้านใหญ่ที่ต้องมีเก้าอี้ด้วยตัวเองเสมอไป

 

 2.ตระกูลการเมือง + สส.ดาวฤกษ์ รวมกลุ่มกันเป็น “ก๊วน - ก๊ก - ซุ้ม - มุ้ง” มากถึง 12-14 ซุ้ม

 

 3.แต่ละ “ซุ้ม - มุ้ง - ก๊วน - ก๊ก” มีหลากหลายที่มา

 

 - น้ำเงินเลือดแท้ อยู่กับพรรคมานาน ตั้งแต่ “กลุ่มเพื่อนเนวิน” ต่อเนื่องมาถึงเลือกตั้งปี 62 หรือ 66

 

 - น้ำเงินพลัดถิ่น คือ บ้านใหญ่ที่เพิ่งย้ายเข้าค่ายสีน้ำเงิน

 

 - ก๊วนลูกเทพ คือ ลูกหลานหรือทายาทบ้านใหญ่ที่ได้รับไฟเขียวจาก “ครูใหญ่ - ผู้นำจิตวิญญาณค่ายน้ำเงิน” ให้ขึ้นมามีบทบาททางการเมือง เพราะแนวทางการทำงานการเมืองของ “ครูใหญ่” คือ ให้น้ำหนักกับคนรุ่นใหม่มากกว่า ขณะที่มีบางคนในก๊วน ที่เข้าแก๊งได้ เพราะเป็นเพื่อนสนิท “ลูกนก” คุณไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ก็มี กลุ่มหลังนี้มักถูกเขม่นจาก “บ้านใหญ่สายเก๋า”

ไชยชนก ชิดชอบ

 

 - สส.ดาวฤกษ์ที่ไหลเข้า เพราะมั่นใจในพลังอำนาจของค่ายสีน้ำเงิน และ แบ็กอัพระดับ “มือที่มองไม่เห็น”

 

ทุกกลุ่ม ทุกซุ้ม ทุกตระกูล ล้วนอยากได้เก้าอี้รัฐมนตรีทั้งสิ้น เพราะโอกาสที่พรรคแกนนำอย่างภูมิใจไทย จะทำ สส.ได้เกือบ 200 เก้าอี้ ย่อมมีไม่บ่อยครั้ง หรืออาจจะมีแค่ครั้งเดียว เพราะพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งมาครบ 80 ปีในปีนี้ ยังไม่เคยได้ สส.เกิน 164 ที่นั่งเลย (ได้เมื่อการเลือกตั้งปี 2554)

 

“รุ่นเก๋า” นิ่งไม่ไหว - เมื่อ “บ้านใหญ่นครปฐม” จุดกระแส

 

ที่ผ่านมา บรรดาแกนนำ “กลุ่ม - มุ้ง - ซุ้ม - ก๊วน - ก๊ก” เฉพาะที่เป็น “น้ำเงินพลัดถิ่น” หรือ “เลือดใหม่ไหลเข้า” ไม่ใช่ “เลือดแท้สีน้ำเงิน” อยู่ในโหมดสงบนิ่ง รอดูท่าที และการเคาะรอบสุดท้ายจากบุรีรัมย์

 

สถานะแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

 

 - กลุ่มไปเที่ยวเมืองรอง ที่บุรีรัมย์มาแล้ว ได้คำตอบสมใจอยาก ก็จะรอสงบที่ตั้งอย่างเงียบ เช่น กลุ่มของ คุณสุชาติ ชมกลิ่น หรือ “เสี่ยเฮ้ง” กลุ่มของคุณเอกนัฏ พร้อมพันธุ์

 

 - กลุ่มที่ยังไม่ได้ไปเที่ยวเมืองรอง อาจจะยังไม่ได้รับเชิญ หรือมี สส.ในมือไม่มากพอ ก็รอลุ้น เกาะติดข่าวสารรายวัน โทรเช็คข่าวกับนักข่าววุ่นวาย

แต่ล่าสุดวันนี้ คำสัมภาษณ์ของ คุณอนุชา สะสมทรัพย์ สส.นครปฐม ซี่งยังเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขอยู่ ในฐานะ “บ้านใหญ่นครปฐม” ที่พูดทำนองว่า ได้ สส.เข้ามา 4 เก้าอี้ น่าจะการันตี “รัฐมนตรีต่อไป” และอาจขยับเป็น “รัฐมนตรีว่าการ” ด้วยนั้น ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในพรรคทันที

 

แรงกระเพื่อมเกิดขึ้นใน 2 กลุ่ม คือ

 

 1.“กลุ่ม สส.รุ่นใหญ่ บ้านใหญ่” ซึ่งไม่ค่อยพอใจลีลา “ก๊วนลูกเทพ” อยู่แล้ว เริ่มออกมาเคลื่อนไหว เพราะเกรงจะพลาดเก้าอี้

 

อนุชา สะสมทรัพย์

 

ซึ่งจะว่าไป คุณอนุชา สะสมทรัพย์ ก็อาจจะอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย จึงออกมาให้สัมภาษณ์ในแนวกระแทกแบบนี้

 

สำหรับ “ก๊วนลูกเทพ” หรือกลุ่มเจนใหม่ที่ใกล้ชิดกับ เลขาฯไชยชนก ประกอบด้วยใครบ้าง มีรายชื่อ ดังนี้

 

 1.“ลูกแบด” ภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง

 2. คุณกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง น้องของคุณแบด ภราดร

 3.“โฆษกโต้ง” สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ

 4.“สส.แนน” บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี

 

ในรัฐบาลอนุทิน 1 “ลูกแบด ภราดร” ได้เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำให้ สส.อาวุโสหลายคนน้อยอกน้อยใจ แต่ไม่กล้าปริปากพูด

 

ภราดร ปริศนานันทกุล

 

ล่าสุด ระหว่างการฟอร์มรัฐบาลอนุทิน 2 ก็มีชื่อ “ภราดร” และ “แนน บุณย์ธิดา” ติดโผรัฐมนตรีด้วย จึงน่าจับตาวงประชุมใหญ่ สส.ที่บุรีรัมย์ วันที่ 8-9 มีนาคม 69 นี้ จะมีบ้านใหญ่ซุ้มไหนเคลื่อนไหวต้าน “ก๊วนลูกเทพ” บ้างหรือไม่ 

 

เช็กลิสต์ “บ้านใหญ่ภูธร” รุ่มร้อนรอเก้าอี้อีกเพียบ!

 

ส่วน “บ้านใหญ่ภูธร” ซึ่งเป็น “รุ่นใหญ่ รุ่นเก๋า” และรอเก้าอี้อยู่ มีเป็นจำนวนมาก ได้เรียงได้ดังนี้

 

 - ซุ้มเมืองช้าง คุณปกรณ์ มุ่งเจริญพร อดีต สส.สุรินทร์ ที่นำทีมชนะยกจังหวัด มี สส. 8 คน ก็แอบลุ้นรัฐมนตรีเหมือนกัน

 

 - ซุ้มบ้านใหญ่ศรีสะเกษ “คุณกวาง” ไตรศุลี ไตรสรณกุล ลูกสาว คุณวิชิต ไตรสรณกุล นายก อบจ.ศรีสะเกษ นำทีมกวาด สส.ศรีสะเกษ ได้ 7 คนจากทั้งหมด 9 คน ควรได้ขึ้นชั้นรัฐมนตรีว่าการ

 

 - ซุ้มบ้านใหญ่เทพสถิต “มิสเตอร์เกษตร” คุณสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พาลูกสาวเข้าสภาได้ตามเป้า รวมมี สส.ชัยภูมิทั้งหมด 3 คน ขอลุ้นเก้าอี้รัฐมนตรีช่วย

 

 - ซุ้มบ้านใหญ่อำนาจเจริญ “เจ๊รวย” สุขสมรวย วันทนียกุล ชนะยกจังหวัด 2 ที่นั่ง เป็นสมัยที่สอง แถมเที่ยวนี้พ่วงยโสธรยกจังหวัด 3 ที่นั่ง ย่อมฝันถึงเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยเหมือนกัน

 

ยังไม่นับบ้านใหญ่ระดับจังหวัด ที่ชนะยกจังหวัด แต่เป็นจังหวัดเล็ก อีกหลายจังหวัดมาก

 

ซุ้มบ้านใหญ่เหล่านี้ล้วนรอคิวขึ้นเป็น “รัฐมนตรี” ทั้งสิ้น  โดยเฉพาะเมื่อ “กลุ่มนครปฐม” ซึ่งมี 4 สส. ยังขอ “รัฐมนตรีว่าการ” ทำให้ “กลุ่มก๊วนระดับจังหวัด - ระดับปฏิบัติการ” ขยับตัวกันคึกคัก

 

“ดาวฤกษ์ฝ่ากระแสส้ม - แดง” พุ่งแรงถึงดวงดาว?

 

ในพรรคภูมิใจไทย ยังมี “กลุ่มก๊วน สส.” ที่รวมตัวกันอีกแบบ ในแบบไม่ “บ้านใหญ่” แต่เป็นการรวมตัวกันแบบ “ซุ้มการเมือง” มีผู้ดูแลเป็นผู้สนับสนุนหลัก และมี สส.ในสังกัด

 

“ซุ้ม สส.” เหล่านี้ บางซุ้มก็ได้ สส.เข้ามา 4-5 คน เมื่อ คุณอนุชา ขอเก้าอี้ ก็ทำให้ “ซุ้ม สส.” มองอย่างกังวลใจ

 

เพราะจะว่าไป กลุ่มนครปฐม น่าจะนับรวมกับ กลุ่มสุพรรณบุรี โดยมีแกนนำหลัก คือ นายวราวุธ ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เพราะมาจากพรรคเดียวกัน และได้ สส.รวม 2 จังหวัด 8 คน อาจมีจังหวัดอื่นอีก 1-1 คน ก็น่าจะได้เก้าอี้ “1 รัฐมนตรีว่าการ” คือ นายวราวุธ หรืออย่างดีก็บวกอีก “1 รัฐมนตรีช่วย”

 

หากกลุ่มนครปฐม ได้เพิ่มอีก “1 รัฐมนตรีว่าการ” จะมีปัญหาตามมาแน่

 

ล่าสุด มีการพูดถึง สส.ที่ฝ่ากระแสแดง และ ส้ม เข้าสภามาได้แบบพลิกความคาดหมาย ว่าทางพรรคจะดูแลคนกลุ่มนี้อย่างไร

 

เช่น คุณพชรกร อรรณนพพร สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ที่คว่ำ คุณวันนิวัติ สมบูรณ์ ดีกรีระดับหลานของ คุณระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช ของพรรคเพื่อไทยมาได้

 

หรือ “สส.ปาล์ม” ฐาปกรณ์ กุลเจริญ สส.สมุทรปราการ ที่ “เจาะไข่ส้ม” ที่สมุทรปราการ เข้าวินได้เขตเดียวเท่านั้น มิฉะนั้น “สีส้ม” จะกวาดยกจังหวัดเหมือนกรุงเทพฯ และนนทบุรี

 

เขต 6 สงขลา “คุณโบ๊ต” อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ อดีตรองโฆษกรัฐบาล ก็สามารถล้ม คุณบารมี ขาวทอง ลูกชายของ “นายกชาย” เดชอิศม์ ขาวทอง อดีต รมช.มหาดไทย มาได้ สางแค้นเขากระโดงให้อย่างงดงาม แถมชนะขาดเกือบ 20,000 คะแนน

 

เขต 1 มหาสารคาม “อดีต สท.เต้ย ฤทธิรงค์ ภูมิสวัสดิ์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ก็เอาชนะผู้สมัครของพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ “ไข่แดง” เขต 1 ของมหาสารคามได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

หรือแม้แต่ เขต 3 ปัตตานี บูรฮันธ์ สะเม๊าะ ก็สามารถโค่นแชมป์เก่าอย่าง คุณสมมุติ เบ็ญจลักษณ์ สส.หลายสมัยของพรรคประชาชาติ ซึ่งเป็นขุนพลคนสำคัญของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้อย่างงดงาม 

 

คำถามเริ่มดังเซ็งแซ่ว่า สส.ที่ฝ่าด่าน “สีแดง สีส้ม” เข้ามาได้แบบพลิกความคาดหมาย จะได้รับการตอบแทนด้วยตำแหน่งอะไร…บ้างหรือไม่

 

จับตาเกมยื้อรายงานตัว สส. ดึงเปิดสภารอโมฆะเลือกตั้ง

 

มีอีก 1 ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่กำลังเป็นเรื่อง “กวนใจพรรคว่าที่รัฐบาล” อย่างภูมิใจไทย ก็คือ การยื้อเวลา ดึงเกมเปิดประชุมสภาครั้งแรก เพื่อรอผลพิจารณาของศาลที่เกี่ยวข้อง ที่มีการยื่นคำร้อง “เลือกตั้งโมฆะ”

 

แหล่งข่าวระดับแกนนำพรรค ซึ่งเป็น “ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาล” เปิดเผยว่า ได้มีการหารือถึงข้อกังวล เพราะมีการทราบข่าวมาว่า พรรคการเมืองบางพรรค อาจชะลอการรายงานตัวของ สส.ใหม่ ในสังกัดของพรรคเอาไว้ก่อน เพื่อไม่ให้มี สส.รายงานตัวครบ 95% เพราะเชื่อว่า จะไม่สามารถเปิดประชุมสภานัดแรกได้ แม้ กกต.จะประกาศผลการเลือกตั้ง และประกาศรับรอง สส.แล้วก็ตาม

 

แหล่งข่าวรายนี้เผยว่า ได้มีการหารือประเด็นนี้กับ “พรรคว่าที่แกนนำรัฐบาลชุดใหม่” อย่างภูมิใจไทย ก็มีข้อกังวลอยู่เหมือนกัน สอดรับกับข่าวที่ออกมาว่า พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาชน ยังชะลอการพา สส.เข้ารายงานตัวที่สภา โดยอ้างว่าจะรอ กกต.ประกาศรับรองผล สส.แบบบัญชีรายชื่อก่อน แล้วไปรายงานตัวพร้อมกันทีเดียว

 

แต่ข่าวที่ได้มา ก็คือ จะมีการดึงเวลาการรายงานตัวเอาไว้ เพราะเชื่อว่าสภาจะยังเปิดไม่ได้ และระหว่างนี้ หากศาลอาญาคดีทุจริตฯ รับฟ้อง กรณีภาคประชาชน และพรรคส้ม ไปยื่นฟ้อง 7 เสือ กกต. ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เอาไว้ ก็จะส่งผลกดดันไปยัง กกต. และศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องเร่งพิจารณาคำร้องเรื่องการเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ตามที่ภาคประชาชนไปยื่นคำร้องเอาไว้ผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินมากกว่า 20 คำร้อง

 

โดยฝ่ายที่เชื่อว่าการเลือกตั้งน่าเป็นโมฆะ คาดหวังว่า ศาลรัฐธรรมนูญ หรืออาจรวมถึงศาลปกครอง ซึ่งมีอำนาจออก “มาตรการชั่วคราวก่อนการพิพากษา” อาจจะออก “มาตรการชั่วคราว” เพื่อชะลอการรับรองผลการเลือกตั้ง หรือการรายงานตัว รวมถึงการเปิดสภาเอาไว้ก่อน เพื่อให้การพิจารณาคำร้อง “เลือกตั้งโมฆะ” ได้รับการชี้ขาดอย่างสะเด็ดน้ำ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมา

 

ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม

 

อย่างไรก็ดี ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายมหาชน ให้ความเห็นทางกฎหมายกับ “ช่าวข้นคนข่าว” ว่า เรื่องนี้เป็นความเข้าใจผิด เพราะกฎหมายระบุเอาไว้เพียงว่า เมื่อ กกต.รับรอง สส.ครบ 95% แล้ว ก็ต้องเรียกประชุมสภา โดยไม่ต้องรอรายงานตัวเกิน 95% เพราะการรายงานตัวเป็นแค่ “งานธุรการ” แต่กฎหมายให้ถือเกณฑ์ กกต.รับรองเกิน 95% เป็นสำคัญ

 

ทั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 85 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 121 วรรคหนึ่ง

 

กล่าวคือ มาตรา 85 วรรค 4 “ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการเลือกตั้งเมื่อตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว มีเหตุอันควรเชื่อว่าผลการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีจํานวนไม่น้อยกว่าร้อยละเก้าสิบห้าของเขตเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องตรวจสอบเบื้องต้นและประกาศผลการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ต้องไม่ช้ากว่าหกสิบวันนับแต่วันเลือกตั้ง”

 

มาตรา 121 วรรคหนึ่ง “ภายในสิบห้าวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก”

 

ศิโรจน์ แพทย์พันธุ์

 

สอดคล้องกับ คุณศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่บอกว่า ขั้นตอนการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดแรก เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรนั้น ต้องดูว่า กกต. จะประกาศรับรอง สส.ได้เกินกว่า 95% เมื่อใด ถ้า กกต.ประกาศรับรองครบ 95% แล้ว สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะประสานสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ให้นายกรัฐมนตรีนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อขอเปิดประชุมสภานัดแรกภายใน 15 วัน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 121

 

ต้องรอดูว่า จะมีการชิงเหลี่ยมกฎหมาย ไม่ยอมเข้ารายงานตัว แม้จะไม่มีผลในทางกฎหมายและการเปิดสภา แต่จะมีผลในแง่ของความชอบธรรมทางการเมือง และภาพลักษณ์ของสภาหรือไม่