ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างความฮือฮาครั้งใหญ่ในการประชุม World Economic Forum (WEF) 2026 ณ เมืองดาโวส สมาพันธรัฐสวิส โดยประกาศความสำเร็จในการเจรจากับนายมาร์ค รุตเตอ เลขาธิการนาโต (NATO) จนบรรลุข้อตกลงระดับประวัติศาสตร์ที่ให้สหรัฐอเมริกาสามารถเข้าถึงเกาะกรีนแลนด์ได้อย่างเต็มรูปแบบและถาวร (Total and Permanent Access)
ข้อตกลงนี้เปรียบเสมือนการปลดล็อกวิกฤตความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายสิบปี เนื่องจากทรัมป์ได้ใช้ประเด็นการเข้าควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ในอาร์กติกเป็นเงื่อนไขสำคัญในการต่อรองเพื่อยกเลิกคำขู่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหภาพยุโรปในอัตรา 10-25%
ทรัมป์ระบุว่าดีลใหม่นี้ "เอื้อประโยชน์ต่อสหรัฐฯ อย่างมหาศาล" และจะช่วยให้เขาสามารถวางระบบป้องกันขีปนาวุธที่เรียกว่า "Golden Dome" รวมถึงการเข้าถึงแหล่งแร่ธาตุหายากที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของรัสเซียและจีนที่กำลังรุกคืบในพื้นที่ขั้วโลกเหนืออย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม นางเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก ยังคงมีท่าทีที่ระมัดระวังและยืนกรานอย่างหนักแน่นว่า อธิปไตยเหนือดินแดนกรีนแลนด์นั้น "ไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาเจรจาได้" แต่พร้อมที่จะหารือในระดับรายละเอียดเกี่ยวกับการเสริมสร้างความมั่นคงร่วมกันภายใต้ร่มเงาของนาโต โดยเฉพาะการเพิ่มกำลังทหารและฐานทัพเพื่อรับมือกับภัยคุกคามสมัยใหม่
ซึ่งทางสหภาพยุโรปเองก็ได้มีท่าทีที่ผ่อนคลายลงหลังจากทรัมป์ยอมถอยเรื่องภาษี แต่หลายฝ่ายยังคงกังวลว่าความเชื่อมั่นที่มีต่อสหรัฐฯ นั้นได้รับความเสียหายไปมากจากการกดดันในสไตล์ "แบล็กเมล" ของทรัมป์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนนำไปสู่การประชุมสุดยอดวาระฉุกเฉินของผู้นำยุโรปที่ต้องรีบหาข้อตกลงเพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต