นอกจากนี้ ปูตินดูเหมือนจะเป็นคนที่ควบคุมบรรยากาศการแถลงข่าว ซึ่งปกติแล้ว เจ้าภาพจะพูดก่อนและต้อนรับผู้นำที่มาเยือน แต่เมื่อผู้นำทั้งสองก้าวเข้าไปที่โพเดียม ทรัมป์กลับยื่นมือออกไปเพื่อเชิญให้ปูตินพูดก่อน ปูตินก็พูดนานถึง 8 นาที ที่เขาบอกว่า
"เราได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดี น่าเชื่อถือ มีความเป็นมืออาชีพ และมีเหตุผลทุกประการที่จะเชื่อว่า การเดินหน้าตามเส้นทางนี้ เราจะสามารถยุติความขัดแย้งในยูเครนได้"
แต่เขาก็ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร และยังกล่าวเป็นเชิงเตือนบรรดาผู้นำยุโรปและเซเลนสกี ให้หลีกเลี่ยงสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ แม้ว่าชะตากรรมของยูเครนจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อพวกเขาก็ตาม เขากล่าวอย่างชัดเจนว่า
"เราคาดหวังว่ายูเครนกับยุโรปจะมองเรื่องนี้อย่างสร้างสรรค์ ไม่สร้างอุปสรรคใดๆ และจะไม่พยายามขัดขวางความก้าวหน้าที่กำลังเกิดขึ้นผ่านการยั่วยุและการวางแผนลับหลัง"
หลังจากปูตินพูดจบ ทรัมป์ก็พูดเพียง 3 นาที โดยบอกว่า เขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับปูตินมาโดยตลอด แต่การสอบสวนเกี่ยวกับความพยายามของรัสเซีย เรื่องแทรกแซงการเลือกตั้ง ปี 2559 ที่เขาเรียกว่า "รัสเซีย โฮ้กซ์" (Russia hoax) หรือ เรื่องจอมปลอมเกี่ยวกับรัสเซีย ได้ขัดขวางไม่ให้พวกเขาทำงานร่วมกันในช่วงแรกของการดำรงตำแหน่งของทรัมป์
เดิมทีการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ถูกวางแผนไว้ให้เป็นการหารือแบบตัวต่อตัวระหว่างทรัมป์กับปูติน แต่ได้มีการปรับเปลี่ยนในนาทีสุดท้าย โดยให้มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ, สตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษเพื่ตะวันออกกลางของสหรัฐฯ ที่ประสานการจัดประชุมสุดยอด กับฝั่งของปูตินอีก 2 คน เข้าร่วมด้วย โดยให้เป็นเจรจารูปแบบ 3 ต่อ 3 เพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น และต่างก็จะได้มีโอกาสพูดคุยในประเด็นของตัวเอง
และไฮไลต์ของการประชุมครั้งนี้ ยังอยู่ที่ปูติน จากการที่เขากล่าวแทรกช่วงที่ทรัมป์ปิดจบการแถลงข่าว ด้วยการกล่าวเป็นภาษาอังกฤษเชิญให้จัดการประชุมสุดยอดครั้งหน้าที่มอสโกว่า "ครั้งต่อไปที่มอสโก" (Next time in Moscow) ซึ่งทรัมป์ตอบว่า คำพูดนี้ อาจทำให้เขา "รู้สึกกดดันเล็กน้อย" แต่ก็มองเห็นความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น