กว่าจะมาถึงวันนี้ได้คุณผ่านอะไรมาเยอะมาก ตั้งแต่ประกวดในรายการช่วงนั้นเจอกันกระแสแบบไหนและก้าวผ่านมายังไง ?
แอนโทเนีย : อ้วนขนาดนี้จะเป็นนางแบบได้ยังไง หนูก็อึ้งไม่ได้คิดว่าความสวยภายนอกของเราสำคัญขนาดนั้น ที่ทุกคนจะต้องมาบูลลี่ โดยที่เรามองตัวเองในกระจกเราไม่ได้เห็นอะไรผิด แล้วทำไมมันเป็นอะไรที่ผิดมากสำหรับคนอื่น อันนี้แอนยังไม่ได้เข้าใจในเวลานั้นก็เลยเสียใจมาก เวลานั้นแอนแค่อายุ 17 ความคิดของเรายังไม่ได้ยอมรับว่าอันนี้คือวงการของนางงามนางแบบ ว่าต้องเป็นลุคแบบนี้ แล้วจนถึงวันนี้แอนก็ยังคิดถึงเวลานั้นเลย ว่าตอนมองตัวเองในกระจกถ้าหนูน้ำหนักลงหรือน้ำหนักขึ้นเราไม่เคยเห็นเลย แค่เห็นว่ามันต้องลงกว่านี้ หรือว่ามันต้องสวยกว่านี้ แล้วการที่มาประกวด เราอาจจะไม่ได้มั่นใจตอนที่เราอยู่บนเวที แต่ว่าขอให้ทุกเห็นว่าเรามั่นใจ จะได้ให้เขามั่นใจในตัวเองด้วย แต่ว่าหนูคิดว่ามันเป็นการเดินทางมากกว่า มันเป็นอะไรที่ต้องพัฒนาทุกวัน
ขนาดผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้ว ยังไม่มีวันที่แอน ฉันสวยนะ! แต่ว่ามันเป็นในแต่ละวัน แล้วตอนที่แอนก้าวผ่านมันคือตอนที่แอนบอกตัวเองว่า ความคิดเห็นของคนอื่นมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับอนาคตของเรา อนาคตของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คนอื่นพูด ถ้าเรารู้ว่าเรามีของอะไร มีคุณค่าที่ดี มีเป้าหมายที่สำคัญสำหรับเรา ไม่ต้องไปฟังว่าคนอื่นจะพูดอะไร เพราะว่ายังไงสิ่งที่เขาพูดมันเป็นแค่คำที่ลอยผ่าน โดยเฉพาะในวงการนางงามที่ทุกคนมีความคิดเห็นที่อาจจะดีหรือไม่ดี แต่ว่าในที่สุดมันคือหน้าที่ของเรา ว่าจะให้มันมามีผลกระทบกับเราไหม แต่แอนยังยืนอยู่ตรงนี้ได้ บนเวทีนี้ เป็นกระบอกเสียงให้ผู้หญิงทุกคนได้ แล้วเขาทำอะไรอยู่ คือการที่เขามาบูลลี่เรามันเป็นความไม่มั่นคงของเขาที่เราควบคุมไม่ได้ แล้วแอนก็พูดแบบนี้กับตัวเองว่า เราควบคุมความเจ็บปวดของคนอื่นไม่ได้ แต่เราควบคุมได้ว่าเราจะก้าวผ่านความเจ็บปวดของเรายังไง
ทำยังไงเพื่อที่จะมูฟออนได้ ?
แอนโทเนีย : จริงๆ มันเป็นปัจจัยในการตัดสินใจสำหรับแอนมากๆ เลยในเรื่องของจะไปหรือไม่ไปประกวด เพราะว่าเรื่องนี้แอนไม่เคยคิดว่ามาถึงจุดนี้ได้เพราะว่าเราคนเดียว รู้ว่าทุกอย่างที่มันเป็นวันนี้เป็นประสบการณ์ โอกาสที่คนอื่นให้มา แล้วช่องทางที่ทุกคนช่วยเสริมให้เป็นแอน แอนก็ได้โทรไปถามเขาเลยว่าเราจะลงนะ คุณโอเคไหม เราไม่ได้แค่ตัดสินใจแล้วก็ลงเลยก็ต้องให้เกียรติเขาด้วย คิดว่าการที่เรามีความฝัน มีแพชชั่นที่ยังมีไฟอยู่ในใจ ทำไมเราต้องจำกัดแพชชั่นของตัวเอง เพราะว่าคนคิดไม่เหมือนเรา รู้ว่าความเสี่ยงของการมาประกวดอีกครั้งมันสูงมาก
แต่ว่าถ้าแอนไม่ลองทำ ไม่ลองผลักดันตัวเองไปถึงจุดนั้น แอนจะอยู่กับชีวิตประจำวันและถามตัวเองก็จะไม่มีวันได้คำตอบเพราะกังวลว่าคนอื่นจะคิดยังไง คิดหนักอยู่ประมาณ 3 เดือนได้ค่ะ แอนก็เห็นว่ามันได้มากกว่านี้ ถ้าเรามีแพลตฟอร์มที่ใหญ่กว่า คนรู้จักมากขึ้น เรามีศักยภาพที่มากขึ้นไปอีกที่จะส่งผลกับคนอื่น ก็โทรไปบอกพอเขาโอเค แล้วเราก็ลงเลยไม่สนใจว่าคนจะพูดอะไรแล้ว เพราะว่าการกระทำจะสำคัญกว่าคำพูด การที่แอนทำแต่ละอย่างให้ทุกคนได้เห็นว่าแอนไม่ได้เอามงไปทิ้ง ไม่ได้ไปขโมยตำแหน่งของคนอื่น เพราะว่าในที่สุด เรามากับโอกาสที่เท่าเทียมกับทุกคน มงกฏมันเป็นแค่นั้นถ้าเราไม่ทำอะไรกับมัน ถ้าเราไม่ใช้หน้าที่ของเรา จริงๆจะมงหรือไม่มง แอนก็อยากลองพัฒนาแล้วก็ท้าท้ายตัวเอง ดูว่าจะไปได้แค่ไหน ด้วยประสบการณ์ที่ได้พัฒนาตั้งแต่จุดแรก
วันนี้คุณคิดว่าได้บทเรียนอะไรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับชีวิต ?
แอนโทเนีย : อยากจะบอกว่ามันโอเคถ้าเราจะพลาด หลายอย่างในชีวิตเราอยากทำเต็มที่ อยากชนะ เราอยากเป็นที่ 1 แล้วพอเราไม่ได้ถึงเป้าหมายที่เราตั้งให้ตัวเอง เราเห็นตัวเองเป็นคนล้มเหลว แต่ว่าจริงๆการที่เราล้มเหลว การที่เราแพ้ การที่เราไม่ได้ถึงจุดนั้น มันไม่ได้แปลว่าเราไม่ได้ดีพอ มันแค่แปลว่าเรายังมีอีกหลายอย่างที่ต้องพัฒนาตัวเอง เราอาจจะไม่ดีพอสำหรับสิ่งนี้ แต่เราอาจจะเก่งมากๆ สำหรับอย่างอื่น แพชชั่นของเราไม่ควรที่จะหยุด แค่เพราะเราไม่ถึงจุดนั้น เราเสียใจได้ ร้องไห้ได้ แต่ขอให้รู้สึกกับอารมณ์นั้น แล้วก็เผชิญกับมัน แล้วพาตัวเองลุกขึ้นมาแล้วก้าวข้ามมันไป แอนอาจจะไม่ได้ชนะมง แต่สิ่งที่แอนได้ยิ่งใหญ่กว่าที่มงให้หนูได้ คือความรักของคนไทยที่แอนไม่เคยคิดว่าจะได้รับมาก่อน พอกลับมาเราได้กำลังใจ ได้รับการสนับสนุน ไม่เคยคิดว่าจะได้ในชีวิตนี้ แล้วแอนภูมิใจมากที่ทำให้ทุกคนได้ภูมิใจในตัวแอน และอยากให้เขารู้ว่ามันไม่ได้จะหยุดแค่ตรงนี้ แต่เราจะไปต่อด้วยกัน
ที่มา WOODY INTERVIEW