ชวนคอละครสายประวัติศาสตร์ มาย้อนอ่านประวัติเกร็ดชีวิต "ท้าวทองกีบม้า"
มารีอา กูโยมาร์ เด ปิญญา (Maria Guyomar de Pinha) หรือ "ท้าวทองกีบม้า" หรือ แม่มะลิ เธอเป็นสุภาพสตรี ในช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ภรรยาของ เจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ขุนนางกรีกที่ทำราชการในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าห้องเครื่องต้นวิเสทในราชสำนัก ตำแหน่ง "ท้าวทองกีบม้า" ว่ากันว่า นางได้ประดิษฐ์ขนมไทย ที่ได้รับอิทธิพลจากอาหารโปรตุเกส ได้การยกย่องให้เป็น "ราชินีแห่งขนมไทย" ขนมที่เชื่อว่าท้าวทองกีบม้าทำขึ้น ได้แก่ ทองม้วน, ทองหยิบ,ทองหยอด, ทองพลุ, ทองโปร่ง, ฝอยทอง, กะหรี่ปั๊บ, ขนมหม้อแกง, สังขยา, ขนมผิง, สัมปันนี, ขนมขิง, ขนมไข่เต่า, ลูกชุบ แต่ก็มีกระแสคัดค้านว่า ขนมโปรตุเกสเหล่านี้แพร่หลายมาพร้อมกับกลุ่มชนเชื้อสายโปรตุเกสที่เข้ามาพำนักในกรุงศรีอยุธยามากว่า 150 ปีก่อนที่นางจะเกิดเสียอีก
"ท้าวทองกีบม้า"
เป็นคริสตังเชื้อสายโปรตุเกส, เบงกอล และญี่ปุ่น เป็นธิดาคนโตของฟานิก กูโยมาร์ (Fanik Guyomar) บิดามีเชื้อสายโปรตุเกส, ญี่ปุ่น และเบงกอล ที่อพยพมาจากอาณานิคมโปรตุเกสในเมืองกัว กับมารดาชื่ออูร์ซูลา ยะมะดะ ลูกหลานผู้ลี้ภัยจากการเบียดเบียนศาสนาในญี่ปุ่น
"ท้าวทองกีบม้า" ได้สมรสกับ "เจ้าพระยาวิชเยนทร์" (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ขุนนางชาวกรีก อันเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ขณะนั้นที่นางมีอายุได้ 16 ปี บิดาไม่พอใจในพฤติกรรมและวัตรปฏิบัติของลูกเขยที่หลงลาภยศสรรเสริญและมักในโลกีย์นัก ฟอลคอน จึงแสดงความจริงใจด้วยยอมละนิกายแองกลิคันที่ตนนับถือ เปลี่ยนเป็นนิกายโรมันคาทอลิกตามมารีอา ฟานิกจึงเห็นแก่ความรักของคอนสแตนตินและยินยอมได้ทั้งสองสมรสกัน โดยมีสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและขุนนางผู้ใหญ่เข้าร่วมงานมงคลสมรสดังกล่าวด้วย
"ท้าวทองกีบม้า" มีบุตรด้วยกันสองคน คือ "จอร์จ ฟอลคอน" (George Phaulkon) กับ "คอนสแตนติน ฟอลคอน" (Constantin Phaulkon) แต่ก่อนหน้านี้ ฟอลคอน มีบุตรสาวคนหนึ่งที่เกิดกับหญิงชาววังที่ได้รับพระราชทานจากกรมหลวงโยธาเทพเพื่อผูกมัดฟอลคอนไว้กับราชสำนัก โดยหลังสมรส ท้าวทองกีบม้า ส่งหญิงผู้นั้นไปยังเมืองพิษณุโลก และนำบุตรของหญิงผู้นั้นมาเลี้ยงเองเป็นอย่างดี นอกจากนี้ เธอและสามียังอุปถัมภ์เด็กเข้ารีตกว่า 120 คน
ตามหลักฐานระบุว่า ชีวิตรัก ชีวิตสมรส ชีวิตครอบครัวของ"ท้าวทองกีบม้า" ไม่ค่อยจะราบรื่นนัก เหตุก็เพราะความเจ้าชู้ของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ที่นอกใจนางไปมีสัมพันธ์สวาทกับคลาร่า (Clara) นางทาสชาวจีนในอุปการะของเธอ มารีอาจึงขนข้าวของและผู้คนจากลพบุรีกลับไปที่กรุงศรีอยุธยามาแล้วครั้งหนึ่ง
หลังจากที่ "เจ้าพระยาวิไชเยนทร์" หรือ "คอนสแตนติน ฟอลคอน" (สามีแม่มะลิ) ถูกประหารชีวิต และริบราชบาตรหลังเกิดจลาจลก่อนสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ท้าวทองกีบม้าเจอมรสุมมากมาย จากที่ชีวิตกำลังรุ่งโรจน์ มีสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว ต้องประสบเคราะห์กรรม และความทุกข์อย่างสาหัส ทั้งยังต้องทนทุกขเวทนากับการถูกคุมขัง
จากนั้นถูกนำตัวไปเป็นคนใช้ในวัง ทั้งยังถูก "หลวงสรศักดิ์" พระโอรสใน "สมเด็จพระเพทราชา" พระเจ้าแผ่นดินใหม่ มีพระประสงค์ที่จะนำนางไปเป็นภริยา มีการส่งคนมาเกลี้ยกล่อมพร้อมคำมั่นนานัปการ หวังเอาชนะใจนาง เมื่อไม่สมดั่งใจประสงค์ก็แปรเป็นความเกลียดชังและข่มขู่อาฆาต
"ท้าวทองกีบม้า" พยายามหาทางติดต่อกับชาวฝรั่งเศส เพื่อขอออกไปจากแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา "นายพลเดฟาร์ฌ" ที่ประจำการที่ป้อมวิไชยเยนทร์ ที่บางกอก ได้ให้สัญญากับนางว่าจะพาออกไปพ้นกรุงสยาม แต่นายพลเดฟาร์ฌได้บิดพลิ้วต่อนาง แถมยังได้กักขังหน่วงเหนี่ยว จากนั้นประวัติของท้าวทองกีบม้าก็หายไปช่วงหนึ่ง และปรากฏอีกครั้งว่าท้าวทองกีบม้ากลับมายังกรุงศรีอยุธยา
หากมาดูในบันทึกของ "เมอซีเยอโชมง"
ชาวฝรั่งเศส ที่เข้ามาในปี พ.ศ. 2262-2267 ให้ข้อมูลว่าหลังสิ้นรัชกาลพระเจ้าเสือ ชีวิตของ "ท้าวทองกีบม้า" กลับมาดีขึ้นโดยลำดับ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระทรงโปรดเกล้าให้ เข้ามารับราชการฝ่ายใน โดยไว้วางพระราชหฤทัยให้นางดูแลเครื่องเงินเครื่องทองของหลวง และเป็นหัวหน้าเก็บพระภูษาฉลองพระองค์ และมีสตรีในบังคับบัญชากว่า 2,000 คน
"ท้าวทองกีบม้า" ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต คืนเงินสู่ท้องพระคลังปีละครั้งมาก ๆ ทุกปี จนเป็นที่โปรดปรานในองค์พระมหากษัตริย์ รวมทั้ง "จอร์จ" บุตรชายของเธอที่ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระทรงโปรดไว้ใกล้ชิดพระองค์ ดังปรากฏจากบันทึกของเมอซีเยอโชมง ความว่า
"...พระเจ้ากรุงสยามได้รับสั่งให้หาจอร์จ บุตรของเมอซีเยอกงส์ต็องส์ แล้วโปรดให้แต่งตัวอย่างดี ๆ และรับสั่งให้นายจอร์จเรียนภาษาไทยเสียให้รู้ ได้โปรดให้เอานายจอร์จไว้ใช้ใกล้ชิดพระองค์ และได้โปรดเป็นครูด้วยพระองค์เอง สอนภาษาไทยให้แก่นายจอร์จ..."
ส่วนบุตรคนเล็กคือ "คอนสแตนติน" ได้สนองพระเดชพระคุณสร้างออร์แกนเยอรมันถวาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ จากหลักฐานของมิชชันนารีฝรั่งเศส คอนสแตนตินถูกเรียกว่า ราชมนตรี เป็นตำแหน่งผู้นำของชุมชนคริสตัง
ในปี พ.ศ. 2260 รัฐบาลฝรั่งเศส ได้มีมติอนุมัติให้ส่งเงินรายได้ที่เป็นของ "ฟอลคอน" คืนแก่นางตามที่นางขอร้องในจดหมายที่เคยส่งไปมาให้ ที่สุดหลังพ้นจากวิบากกรรมอันเลวร้าย
ท้าวทองกีบม้า ได้ใช้เวลาแห่งบั้นปลายชีวิตที่เหลืออยู่ ด้วยการปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัดโดยพำนักอยู่กับลูกสะใภ้ที่ชื่อ ลุยซา ปัสซัญญา (Louisa Passagna) ภริยาม่ายของคอนสแตนติน และได้ถึงแก่มรณกรรมในปี พ.ศ. 2265