ส่วนไหนที่เริ่มรู้สึกว่ามันไม่ได้แล้ว พอแล้ว ?
เท่ง เถิดเทิง : ผมว่าด้วยลูกเต้าโตแล้ว แล้วอีกอย่างเราไม่สามารถพากิ๊กหรือผู้หญิงมานั่งกินข้าวได้ ทำไม่ได้ยุคนี้มันโซซียลยล ถ่ายหมดอะไรหมด อยู่ไหนโลกรู้หมด ยิ่งพอเรามีชื่อขึ้นมามันยิ่งปิดประตูนะ แล้วส่วนตัวไม่ชอบเจอคนเยอะ ชอบสันโดษ มีโอกาสอยู่บ้านสวนจะชอบนั่งอยู่คนเดียว มีความสุขมาก เสพความเงียบแล้วมันจะทำให้มีโอกาสนึกถึงชีวิตเรา
รู้สึกว่าชีวิตสมถะมาก เงินทั้งหมดที่ได้มาพี่ไปทำอะไร ?
เท่ง เถิดเทิง : ส่วนมากก็จะเป็นทรัพย์สินมากกว่า แล้วก็ปูทางเอาไว้ตอนที่เราแก่แล้ว ไม่ได้ทำงานแล้วแต่ทุกอย่างเรามีให้ลูกเราหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอะไรที่เราวางไว้หมดแล้ว เคยมีทองใส่นะเมียซื้อให้ แต่ไม่ได้ใส่ก็คนมันไม่เคยใส่ รู้สึกมันเคอะเขินทำตัวไม่ถูก
อะไรที่แพงที่สุดที่พี่ซื้อในชีวิตนี้ ?
เท่ง เถิดเทิง : รองเท้าประมาณ 4-5 พัน แพงที่สุดในชีวิต
เรื่องที่หนักสุดในชีวิตคือช่วงไหน ?
เท่ง เถิดเทิง : ช่วงที่เข้าวงการตลก ชีวิตไม่เคยตีรันฟันแทงกับใคร แต่แล้วก็มาเจอเหตุการณ์มีเรื่องกัน เป็นการเข้าใจผิดกัน เราก็โดนซ้อม เขาบังคับให้ก้มกราบเท้าแล้วก็เตะเสยเรา จนก็มีผู้ใหญ่ใจดีลงมาห้าม จำเป็นต้องย้ายออกจากที่นั่นไปอยู่กับเมีย ไม่มีงานไม่มีอะไร เช่าบ้านเขาอยู่ชั้นบน ชั้นล่างเขาขายข้าวแกง กลางคืนก็ไปลักไข่พะโล้เขามากินกัน ให้เมียกินตอนนั้นก็ท้อง ชุดคลุมท้องก็ยังไม่มีเลย ย้ายจากบางกะปิไปพุทธมณฑลสาย 3 ไปเริ่มต้นใหม่ โทรบอกไฟแนนซ์ให้มายึดรถ บอกเมียว่าเริ่มต้นกันใหม่
ชีวิตเจอเรื่องราวมามากมายที่สามารถให้แรงบันดาลใจกับรุ่นน้องที่มีความฝันแต่ยังไม่รู้จะเริ่มยังไง อยากจะบอกกับเขาว่า ?
เท่ง เถิดเทิง : ถ้าพูดถึงวงการบันเทิงทุกวันนี้คนเข้าวงการบันเทิงง่ายมาก แค่คุณมีมือถือแป๊ปเดียวคุณอาจจะดังในโซเชียลก็ได้ คุณเข้ามาในวงการบันเทิงแล้วคุณอย่าไปตั้งเป้าว่าคุณต้องดัง แล้วพอไม่ดังแล้วผิดหวัง ตั้งหวังได้แต่ถ้ามองไปข้างหน้าแล้วมันไม่ใช่ ก็มีเส้นทางหากินอีกเยอะมาก เพราะฉะนั้นอะไรก็ได้ที่คุณทำมาหากินแล้วสุจริตคุณทำไปเถอะ มันเกิดจากตัวคุณมีความภูมิใจในตัวเอง
ที่มา WOODY FM