แล้วแพนิกยังมาไหมครับ ?
ฮาย : ตอนนี้แพนิกช่วงแรกๆ ไม่มา คุณหมอบอกว่ายามันช่วยเราได้แค่นิดเดียว นอกนั้นมันต้องเผชิญ เราต้องปรับมายเซ็ทของเรา ผมก็เลยเริ่มๆ ปรับ มาช่วงนี้ก็ดีขึ้นมากครับ ขึ้นลิฟต์ได้ ขึ้นเครื่องบินไม่ค่อยเป็นอะไรแล้ว จะมีบ้างตอนสภาพอากาศไม่ค่อยดี
มีความรักไหม ?
ฮาย : ตอนนี้มีแฟนอยู่ครับ เป็นความรักที่ดี อยู่กันแบบเพื่อนเข้าใจกัน เพราะว่าเป็นเพื่อนกันมาก่อน ในตอนแรกจริงๆ เขาไม่ชอบผมด้วยซ้ำด้วยลุคภายนอกเพราะผมเป็นคนไม่ค่อยยิ้มเพราะว่ามีปัญหาชีวิตค่อนข้างเยอะในช่วงที่เราเหมือนกับว่าสร้างตัวเองครับ แล้วมันมีแต่เรื่องเครียดๆ หน้าผมก็จะไม่ค่อยยิ้ม พอในวันที่เริ่มพร้อมทุกอย่าง ผมเป็นคนที่ยิ้มมากขึ้นเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว ซึ่งแฟนผมเขาไม่ค่อยชอบผมในตอนนั้นเหมือนขี้แอ็ค ไม่ค่อยเอาใคร แต่ว่า ณ วันหนึ่งเขาเห็นการเปลี่ยนแปลงของเราทั้งเรื่องชีวิตทั้งเรื่องมายเซ็ท ค่อยๆ เติบโตขึ้นต่อสู่ดิ้นรน พัฒนาตัวเองเขาก็เริ่มชอบเราละลายอคติ
ตอนนี้เขาชอบคุณมากไหม ?
ฮาย : ผมว่าเขาชอบมาก (หัวเราะ)
เพลงทรงอย่างแบด (Bad Boy) กลับกลายเป็นว่าเด็กร้องกันทั่วบ้านทั่วเมือง ปรากฏการณ์มันมายังไง ?
ฮาย : ตอนแรกๆ เริ่มจากเพลงเสแสร้งก่อนตอนนั้นเด็กเริ่มแต่งตัวตามแต่ว่าตอนนั้นมันยังไม่ชัดมาก พอมาเพลงทรงอย่างแบด เริ่มมีคลิปร้องเพลงกันออกมา ที่เห็นชัดๆ เลยคือเป็นคลิปจากซาฟารีเวิลด์ก็คือเด็กๆ ร้องกันแบบดังระงม ผมหันไปคุยกับเพื่อนว่ามันเกิดอะไรขึ้น ใครไปเปิดให้น้องเขาฟัง เริ่มมีคลิปแบบนี้ออกมาต่อๆกันเรื่อยๆ เริ่มไปร้องกันในโรงเรียน จนมาถึงน้องเสื้อฟ้าๆ ที่จัดแบบมินิสเตจ แล้วนักข่าวก็เริ่มนำมาเขียนนั่นโน้นนี่ เราก็งงเพราะไม่ได้เป็นสิ่งที่เราแพลนไว้เลย ช็อกทำไรไม่ถูก ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ไงที่ค่ายก็งง จนไปเจอเด็กๆ ที่งานเริ่มมีคุณพ่อคุณแม่อุ้มมาดู ชีวิตผมเปลี่ยนไปแล้ว แต่ก็สนุกมากขึ้นเพราะเราชอบเด็ก
รู้สึกว่าเราต้องมีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้นไหม ?
ฮาย : รู้สึกว่าเรานึกถึงหนังพวกซุปเปอร์ฮีโร่ คือผมไม่ได้รู้สึกว่าเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ แต่มันเปรียบเทียบได้ดีคือพอเมื่อเขามีพลังขึ้นมา จะมีภารกิจที่ต้องกู้โลกต่อสู้กับปีศาจ แต่ว่าในระหว่างทางนั้นพลังของเขามันมีผลเสียอยู่ อย่างเช่นการทำบ้านเมืองพัง การทำอะไรไปโดยที่ไม่สามารถควบคุมได้ การที่วันหนึ่งผมอยู่ๆ มาเป็นหัวหน้าแก๊งค์เวลาเด็กๆ เขาชอบเรา บางเรื่องเด็กเขาซึมซับไปได้เร็วโดยที่เขาไม่ได้ตัดสิน หรือว่าเขาไม่ได้วิเคราะห์ อะไรที่มันสุ่มเสี่ยงหรืออธิบายไม่ได้ ณ ตอนนั้นเลยผมจะเลี่ยงก่อนแต่อะไรที่อธิบายได้ก็อธิบาย ผมว่าสุดท้ายแล้วเด็กแค่ต้องรู้ว่าอันไหนมีข้อดีหรือข้อเสีย แล้ววันหนึ่งเขาก็จะรับมันไปเอง แต่ที่สำคัญเขาต้องรู้ว่ามันมีผลยังไง เลยคิดว่าอาจจะต้องคิดเรื่องนี้กันมากขึ้น เพราะเด็กๆ ก็ติดตามเยอะมากขึ้น
ที่มา Woody FM