ฝั่ง "วรวุฒิ กาญจนกูล" นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน มองว่า ปัจจุบัน ผู้ประกอบการมีภาระต้นทุนสูงอยู่แล้ว จากราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และการทำธุรกิจไม่ได้มีกำไรอะไรมาก เนื่องจากเศรษฐกิจยังไม่ดี โดยพยายามประคองตัวกันอยู่ เพราะไม่รู้อีกกี่ปีเศรษฐกิจถึงจะดีขึ้นอย่างเต็มที่
โดยเห็นว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะกระทบต่อค่าก่อสร้างและราคาบ้าน โดยค่าแรงขั้นต่ำสูงสุดอยู่ที่ 353 บาทต่อวัน มีผลต่องานก่อสร้างและราคาบ้านประมาณ 2% ถ้าค่าแรงขึ้นเป็น 600 บาทต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 250 บาท เท่ากับปรับเพิ่มขึ้นเกือบ 70% จะส่งผลกระทบต่อค่าก่อสร้างและราคาบ้านประมาณ 15% ซึ่งธุรกิจบางรายที่รับภาระไม่ไหวอาจเลิกกิจการเพราะกระทบเป็นลูกโซ่
ด้าน "ธนิต โสรัตน์" รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) มองว่า นโยบายดังกล่าวทำลายโครงสร้างคณะกรรมการไตรภาคี ประกอบด้วยผู้แทนจากภาครัฐ นายจ้างและลูกจ้าง ที่เป็นคณะพิจารณาจากองค์ประกอบต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความสามารถของนายจ้าง และลูกจ้าง
ทั้งนี้ที่ผ่านมาการปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นมาวันละ 300 บาท หรือปรับขึ้นทันทีประมาณ 88% กระทบต่ออุตสาห กรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานสูง เช่น ภาคเกษตร ประมง รวมถึง เอสเอ็มอีที่ไม่สามารถแบกรับต้นทุนจากแรงงานที่สูงขึ้นได้ มีการปิดตัวหรือย้ายฐานผลิตไปในต่างประเทศค่อนข้างมาก
"เชื่อว่าทุกพรรคการเมืองจะหันมาเล่นนโยบายประชานิยมในลักษณะนี้ออกมาอีกดังนั้น นายจ้างเองต้องมองเรื่องนี้ให้ออก และเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าว่าจะรับไหวหรือไม่"
หันมาดูมุมองนักเศรษฐศาสตร์อย่าง "เชาว์ เก่งชน" กรรมการผู้จัดการศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า คณะกรรมการไตรภาคี ซึ่งมีทั้งรัฐ นายจ้าง และลูกจ้างทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว โดยการขึ้นค่าจ้างแต่ละครั้งต้องคำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย เพราะถ้านายจ้างไม่ไหวลูกจ้างก็จะแย่ นอกจากนี้การจ่ายค่าแรงในบางสาขาวิชาชีพก็สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ
ขณะที่ "อมรเทพ จาวะลา" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย และที่ปรึกษาการลงทุน ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) เห็นว่า จากข้อมูลในอดีตการปรับขึ้นค่าแรงในปี 56 นำไปสู่เงินเฟ้อดีดปรับตัวสูงขึ้นต้นทุนการผลิตพุ่ง สินค้าราคาแพง แต่ช่วงนั้นเงินเฟ้อต่ำ
ขณะที่ปัจจุบันเงินเฟ้อสูงจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหากดูตัวเลขแรงงานไทยมีประมาณ 40 ล้านคน เป็นแรงงานในระบบประมาณ 15 ล้านกว่าคน แรงงานนอกระบบ 20 กว่าล้านคน
ดังนั้นถ้าขึ้นค่าแรงกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์เพียงกลุ่มหนึ่งของประเทศ แต่ประเด็นสำคัญคือเงินเฟ้อ ในอนาคตไม่ใช่ 2% แต่อาจขึ้นเป็น 3% ทำให้ค่าครองชีพสูง ส่วนปัญหาที่ต่างชาติไม่เข้ามาลงทุนไทยเพราะขาดการพัฒนาฝีมือแรงงาน เทคโนโลยี ไอที และภาษา นอกจากนี้เราเจอสังคมผู้สูงอายุไม่สามารถหาคนทำงานเข้าระบบได้ ถ้าประเทศมีศักยภาพพร้อม ก็จะทำให้จีดีพีโต 3-3.5% ได้
ปิดท้าย "จิติพล พฤกษาเมธานันท์" ผู้อำนวยการอาวุโว บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) ที่มองว่า การขึ้นค่าแรงมีผล 2 ด้านทำให้คนไม่เก่งขยับขึ้นมารับจ้างสูง และคนไม่พัฒนาทักษะฝีมือของตนเอง แต่กลับได้รับค่าจ้างเพิ่ม ซึ่งอยากให้ปล่อยเป็นไปตามกลไกลตลาดมากกว่าจะได้รู้ว่าคนไหนเวิร์กหรือไม่เวิร์ก เพื่อพัฒนาให้ถูกจุด
ส่วนการย้ายฐานการผลิตจากค่าแรงสูงไม่กังวล แต่ปัญหาของเราคือไม่มีแผนชัดเจนว่า จะส่งเสริมอุตสาห กรรมไหนให้โดดเด่น ซึ่งเห็นว่าไทยมีจุดเด่นด้านโลจิสติกส์ รัฐต้องเลือกสนับสนุนธุรกิจที่เพิ่มมูลค่า และเป็นอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี เพื่อรองรับการแข่งขันในเวทีโลก
การประกาศนโยบายการขึ้นค่าแรง เป็นโครงการประชานิยมที่จะได้พบเห็นกันได้ทุกครั้ง ในช่วงที่ขึ้นสังเวียนการเลือกตั้ง แต่เสียงสะท้อนจากภาคธุรกิจ นักวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ให้เห็นภาพว่าหากปรับขึ้นค่าจ้างไปแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาจะมีอะไรบ้าง และะจะต้องวางแผนรับมืออย่างไร
นอกจากนี้อย่าลืมว่าการขึ้นค่าแรง มีผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ทำให้ราคาสินค้าถีบตัวสูงขึ้น และสุดท้ายแล้วผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ต้องมาตกอยู่กับผู้บริโภค
ส่วนธุรกิจขนาดเล็กที่สายป่านสั้น ไม่แข็งแรง แบกภาระไม่ไหวอาจต้องเลิกกิจการทำให้คนตกงานในระบบเพิ่มขึ้น ซึ่งต้องชั่งน้ำหนักดูให้ดีว่า การคำนึงแต่ผลได้ทางการเมือง ที่อาจต้องแลกมาด้วยผลเสียที่ใหญ่หลวงกว่าทางเศรษฐกิจ มันจะคุ้มกันหรือไม่...