"ประเทศไทยมีเสน่ห์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพและศักยภาพทางวิชาการเกษตร พืชพรรณอย่างกะเพราและข้าว นักวิชาการไทยลงทุนวิจัยไปหลายพันล้านบาท สามารถสร้างงานสร้างรายได้ ดังนั้น หากวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์แล้ว ก็ควรแจกจ่ายเป็นสมบัติสาธารณะให้เกษตรกรนำไปปลูกเองได้ฟรี" นาวาตรี วุฒิพงศ์ ระบุ
นาวาตรี วุฒิพงศ์ ได้วิงวอนถึง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งอาหาร เราไม่อาจไปแข่งวิจัยดาวเทียมสู้ต่างชาติได้ แต่ควรรักษาและพัฒนาพืชพรรณธัญญาหารที่มีความหลากหลายทางชีวภาพให้เป็นสมบัติของชาติ พร้อมขอให้ช่วยเข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ตอนที่
ห่วงกระทบห่วงโซ่อาหาร จี้ ม.เกษตรศาสตร์ แจงการร่วมมือ และเรียกร้อง ก.เกษตรฯ ทำจริง ไม่ดีแต่พูด
ด้าน นายสหพันธ์ รุ่งโรจนพณิชย์ สว. กล่าวเสริมในฐานะภาคธุรกิจว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นละเอียดอ่อน เพราะกะเพราเป็นอาหารประจำชาติ การวิจัยเป็นเรื่องที่ดีหากมองอย่างเป็นกลางและไม่มีเรื่องลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตรเข้ามาเกี่ยวข้อง ในอดีตเคยมีการพระราชทานกะเพราขาวและกะเพราแดงให้ประชาชนใช้ทำมาหากิน แม้เข้าใจว่ายุคสมัยเปลี่ยนไป แต่หากทำการวิจัยแล้วส่งเสริมให้ประชาชนนำไปปลูกสร้างรายได้จะเกิดประโยชน์มากกว่า
นายสหพันธ์ เตือนว่า หากมีการควบคุมด้วยระบบสิทธิบัตร เกรงว่าจะขยายวงกว้างไปสู่พืชพรรณตัวอื่น ๆ รวมถึงสัตว์อีกหลายชนิดในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิและสร้างความขัดแย้งในสังคม รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรทบทวนและร่วมกันหาทางออก เพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดในห่วงโซ่อาหารทั้งหมด
ขณะเดียวกัน นาวาตรี วุฒิพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยที่ร่วมทำการวิจัยแทบจะไม่ได้รับประโยชน์อะไรเลย นอกจากยกสิทธิ์ให้เอกชนไปทั้งหมด ผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงต้องมาชี้แจงต่อสังคมว่าได้รับประโยชน์อะไรจากงานวิจัยชิ้นนี้ และหากเป็นไปได้ควรรวมถึงการคืนสิทธิ์ให้ประชาชนสามารถเพาะพันธุ์และปลูกเมล็ดพันธุ์ได้ พร้อมฝากถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ทบทวนเรื่องนี้เช่นกัน
ส่วนกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกมายืนยันว่าการจดสิทธิบัตรครั้งนี้จะไม่กระทบต่อประชาชนที่ปลูกไว้กินเองหรือเกษตรกรนั้น นาวาตรี วุฒิพงศ์ ระบุว่า สิ่งที่พูดมาเป็นเพียงคำพูด แต่ประชาชนต้องการเห็นการกระทำจริง จึงอยากให้มายืนยันต่อหน้าสาธารณชนให้ชัดเจนว่าชาวบ้านปลูกได้โดยไม่ถูกจับกุม เนื่องจากในกฎหมายไม่มีเขียนไว้ชัดเจน หากยังปล่อยให้คลุมเครือ วันข้างหน้าชาวบ้านอาจมีปัญหาถูกจับกุม พร้อมยืนยันว่าการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่เป็นเรื่องดี แต่สายพันธุ์เดิมจะเริ่มหายไป ประชาชนจึงต้องได้รับประโยชน์ด้วย