ด้าน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า กรณีการจับกุมชายที่เป็นข่าว ขณะนี้ "ยังไม่มีการควบคุมตัว ผู้หนึ่งผู้ใด ในคดีนี้ จากเดิมที่มีกระแสข่าวว่าจับกุมตัวแล้วเอาตัวมาสอบที่บางเขน ยืนยันว่าไม่ใช่ และยังไม่มีการจับกุมตัวใดๆ รวมถึง DE จะไปควบคุมตัวเลยก็ยังทำไม่ได้ โดยปกติ จะมีการประสานงานกันอยู่แล้ว เพราะไซเบอร์เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับเรื่องความผิดทางเทคโนโลยี"
แต่บุคคลนี้ มีพฤติการณ์โพสต์ลักษณะเรื่องอันเป็นเท็จ แล้วทำให้เกิดความสับสนในประเทศชาติ และเกิดความเสียหายกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งมาโดยตลอด ดังนั้นจึงต้องมีการพิสูจน์ทราบตัวบุคคลเพื่อจับกุมตัวมาดำเนินคดี
ส่วนคดีสลิปปลอม 7 ล้านบาท ก็ต้องตรวจสอบว่า เป็นความผิดส่วนตัวหรือไม่ หากเป็นความผิดส่วนตัวก็ต้องแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี แต่หากเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก หรือเป็นความผิดต่อรัฐ ตำรวจก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้
ส่วนนายชัยรัตน์ เข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีสลิปปลอม 7 ล้าน หรือไม่ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ระบุว่า หากพิสูจน์ตัวตนแล้วว่า คนนี้เป็นเจ้าของเพจ Godd Dam แล้วได้ตัวมาก็ต้องสอบปากคำว่ามีทัศนคติอย่างไร ทำไมถึงไปโพสต์ในลักษณะที่ทำให้เกิดความสับสนในประเทศชาติ หรือเป็นการให้ร้ายบุคคลอื่น
“เราต้องดูว่า เจ้าของบัญชี Godd Dam เป็นใคร และจะต้องมีการสืบสวนพิสูจน์ทราบ เมื่อพิสูจน์ทราบได้แล้ว ก็ต้องดูความผิดในแต่ละโพสต์ว่าผิดอย่างไร 1 โพสต์ต่อ 1 กรรม แล้วโพสต์ที่จะดำเนินคดีมีกี่โพสต์เป็นความผิดต่อใคร ต่อส่วนตัวหรือต่อรัฐ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ และจะดำเนินการอย่างเร่งด่วน”
ส่วนกรณีคนที่แชร์โพสต์ และมีนักการเมืองด้วยจะถือว่ามีความผิดหรือไม่ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ระบุว่า ต้นโพสต์ผิดอยู่แล้ว และถ้าคนแชร์รู้อยู่แล้วว่าเป็นความเท็จ แต่ยังแชร์ต่อก็ต้องดำเนินคดี ซึ่งขณะนี้ได้มีการเก็บพยานหลักฐานไว้แล้ว “ต้นทางผิด แล้วไปโพสต์ต่อก็ถือว่าผิด และตำรวจจะดำเนินการต่อไป”
นอกจากนี้ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังได้ฝากเตือนไปยังพี่น้องประชาชนทั่วไปและกลุ่มผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียว่า "หากได้รับข้อมูลที่มีลักษณะพาดพิงบุคคลสำคัญหรือทำให้เกิดความสับสนในประเทศ ขอให้รับฟังอย่างมีสติ ก่อนที่จะเชื่อหรือกดแชร์ต่อ เพราะหากข้อมูลดังกล่าวเป็นความผิด ผู้ที่แชร์ต่อหรือเผยแพร่ก็จะต้องได้รับโทษทางกฎหมายเช่นเดียวกันกับผู้โพสต์ต้นทาง"
ทั้งนี้ ผบ.ตร.ได้สั่งกำชับ ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และให้ความสำคัญกับเรื่องคดี และเรื่องของความสับสนที่เกิดขึ้น จึงย้ำว่า ข้อเท็จจริงยังไม่ได้มีการจับกุมตัว และทุกอย่างเป็นไปตามพยานหลักฐาน