คนภูเก็ตสะท้อนป่าหาย น้ำท่วมเมือง ชี้มนุษย์ทำลายธรรมชาติ
26 ต.ค. 2569 | titayu_pur

โซเชียลแห่แชร์คนภูเก็ตโพสต์สะท้อนน้ำท่วมเมือง ป่าหาย-ตึกสร้างทับทางน้ำ ชี้ฝนตกห่าเดียวกลายเป็นทะเลโคลน เตือนหยุดทำลายธรรมชาติก่อนเมืองสวรรค์พัง
ข่าว
26 ต.ค. 2569 | titayu_pur

โซเชียลแห่แชร์คนภูเก็ตโพสต์สะท้อนน้ำท่วมเมือง ป่าหาย-ตึกสร้างทับทางน้ำ ชี้ฝนตกห่าเดียวกลายเป็นทะเลโคลน เตือนหยุดทำลายธรรมชาติก่อนเมืองสวรรค์พัง
KEY
POINTS
26 ตุลาคม 2569 กระแสโซเชียลแห่แชร์โพสต์สะท้อนความจริงสุดเจ็บปวดหลังเกิดเหตุ น้ำท่วมภูเก็ต และดินป่าตองถล่ม หลังฝนตกหนักเพียงห่าเดียวท่วมเมืองเศรษฐกิจ ชาวเน็ตชี้สาเหตุหลักเกิดจาก คนภูเก็ต และกลุ่มทุนถางป่าสร้างพูลวิลล่าคอนกรีตทับทางน้ำธรรมชาติ จนเกิด น้ำป่าไหลทะลัก เคลื่อนลงสู่พื้นราบ จี้ผู้บริหารเมืองและรัฐบาลเร่งทบทวนผังเมือง ป้องกันภัยพิบัติจากน้ำมือมนุษย์ ก่อนที่ น้ำท่วมเมือง จะทำลายภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวระดับโลกจนไม่เหลืออะไร
สถานการณ์อุทกภัยของจังหวัดภูเก็ต แม้พื้นที่ส่วนใหญ่กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ได้สร้างความเสียหายไว้ไม่น้อย และจำเป็นต้องฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน ล่าสุดผู้ใช้เฟซบุ๊ก Monthon Prajantabut โพสต์ข้อความสะท้อนความจริงที่เจ็บปวดของคนภูเก็ตดั้งเดิม ที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของบ้านเกิดตัวเองมาตลอดหลายสิบปี โดยระบุว่า ภูเก็ตในอดีตกับปัจจุบันต่างกันราวฟ้ากับเหว จากเกาะที่มีป่าซับน้ำและทางน้ำธรรมชาติ ไหลลงทะเลตามสมดุลของธรรมชาติ กลายเป็นเมืองคอนกรีตที่ถูกสร้างทับเส้นทางน้ำเดิมทุกทิศทาง
#PHUKETWORLDCLASS ที่ดินป่าตองไร่ละร้อยล้าน แต่ฝนตกจากฟ้าห่าเดียวกลับกลายเป็นน้ำท่วมขังและน้ำป่าไหลทะลัก
ภาพน้ำท่วมป่าตองและอำเภอเมืองภูเก็ตเมื่อคืนที่ผ่านมา ไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่มันคือ “ใบแจ้งหนี้” ที่ธรรมชาติส่งมาเก็บค่าเสียหาย จากการที่เราทอดทิ้งและเปลี่ยนแปลงระบบของเกาะแห่งนี้มานานนับปี
ในอดีต ภูเก็ตฝนตกหนักกว่านี้ แต่ทำไมน้ำไม่ท่วม? คำตอบง่าย ๆ คือ สมัยก่อน “น้ำมีทางเดิน” ผืนป่าบนยอดเขาทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำยักษ์คอยชะลอและซับน้ำ Rainwater Runoff จากนั้นสายน้ำจะค่อย ๆ ลำเลียงตัวเองผ่านลำห้วย คลองธรรมชาติ แล้วไหลลงสู่ทะเลอย่างสงบ
แต่ในวันนี้ สิ่งที่เราเรียกว่า “การพัฒนา” เป็นเพียงคำฉากหน้าของการ “รุกล้ำและทำลาย” เราตัดป่าถางเขาเพื่อเปิดวิวทะเลร้อยล้าน เราถมลำห้วยธรรมชาติเพื่อตอกเสาเข็มสร้างพูลวิลล่า โรงแรมและโครงการหรู เราสร้างกำแพงคอนกรีตขวางทางน้ำไหลตามธรรมชาติ โดยหลงลืมไปว่า... น้ำไม่มีตา น้ำไม่มีเอกสารสิทธิ์ และน้ำไม่สนใจมูลค่าที่ดิน
เมื่อฝนตกหนัก น้ำป่าจากยอดเขาที่ไร้ป่าซับ ไร้ต้นไม้ชะลอความเร็ว จึงพุ่งตรงลงสู่พื้นที่ราบเบื้องล่างอย่างเกรี้ยวกราด และเมื่อลงมาถึงพื้นราบ มันกลับพบแต่ผนังคอนกรีต ถนนหนทาง และท่อระบายน้ำที่เล็กเกินกว่าจะรองรับความมหึมาของสายน้ำได้ น้ำที่ “คลำหาทางออกไม่พบ” จึงทำได้เพียงทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน ร้านค้า และถนนสายเศรษฐกิจ
มันย้อนแย้งอย่างที่เราป่าวประกาศว่าภูเก็ตคือ “World-Class Destination” เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีมูลค่าการลงทุนมหาศาล ราคาที่ดินบนเกาะนี้เพิ่มขึ้นทุกปี แต่ระบบบริหารจัดการพื้นฐานอย่าง “ทางน้ำไหล” กลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ฝนตกหนักเพียงไม่กี่ชั่วโมง เมืองทั้งเมืองก็กลายเป็นทะเลโคลน
ความจริงที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่เรื่องน้ำท่วม แต่มันคือการที่เรากำลัง “#ทำลายตัวเอง”
มนุษย์เราเองที่เปลี่ยนทางน้ำ เปลี่ยนธรรมชาติ แล้วเมื่อธรรมชาติเอาคืนด้วยวิถีเดิมของมัน เรากลับเรียกมันว่า “ภัยธรรมชาติ” ทั้งที่แท้จริงแล้ว มันคือ “#ภัยจากน้ำมือมนุษย์” ที่เกิดจากความโลภ การผันผวนของผังเมือง และการปล่อยปละละเลยในการจัดสรรพื้นที่
หากผู้คนในภูเก็ต ผู้ประกอบการ รวมถึงผู้มีอำนาจในการบริหารจัดการ ยังคงมองแค่มูลค่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในกระดาษ โดยไม่เคารพกฎเกณฑ์ของธรรมชาติและโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน วันหนึ่ง “เมืองสวรรค์ระดับโลก” ที่เราพร่ำป่าวประกาศไปทั่วโลกแห่งนี้ อาจไม่เหลืออะไรเลย นอกจากป่าคอนกรีตราคาแพงที่จมอยู่ใต้สายน้ำ และความทรงจำของเกาะที่เคยงดงามในอดีต