นายเอกนิติ กล่าวว่า การรักษาวินัยทางการคลังต้องทำอย่างเหมาะสมและถูกจังหวะ โดยปีงบประมาณ 2569 จะสิ้นสุดเดือน ก.ย.2569 ไทยมีวงเงินกู้คงเหลือจำกัดเพียง 10,000 กว่าล้านบาท โดยหากลดภาษีแบบไม่ระมัดระวังอาจกระทบฐานะการคลังและก่อให้เกิดวิกฤติการคลังหรือวิกฤติซ้อนวิกฤติได้ สำหรับปีงบประมาณถัดไปจะประเมินช่องว่างการคลังอีกครั้ง
“สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Fitch Ratings ได้ประเมินในรายงานล่าสุดว่า ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการปัญหาพลังงานได้ดีโดยยังคงรักษาวินัยทางการคลังได้อย่างเข้มแข็งต่อเนื่อง” นายเอกนิติ กล่าว
สำหรับ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท ส่วนแรก 200,000 ล้านบาท ใช้เยียวยาและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติราคาพลังงาน โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติวันที่ 19 พ.ค.2569 ดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤติไปด้วยกัน” วงเงิน 176,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 3 โครงการ ได้แก่
1.โครงการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย วงเงิน 18,800 ล้านบาท 2.โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการวงเงิน 36,900 ล้านบาท
3.โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) วงเงินไม่เกิน 120,000 ล้านบาท จะสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.2569 และกระทรวงการคลังเสนอ ครม.วันที่ 22 ก.ย.2569 ต่ออายุมาตรการอีก 2 เดือน (ต.ค.-พ.ย.) โดยใช้วงเงินที่เหลือ