พร้อมกันนี้ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันยังได้เสนอแนะ “แนวปฏิบัติ” ให้ภาคประชาชนร่วมติดตามตรวจสอบ โดยเริ่มจากการตั้งเป็นประเด็นเรียนรู้ร่วมกันถึงโครงการและงบประมาณที่ใช้จ่ายไปอย่างน้อยใน 6 ข้อต่อไปนี้
(1) เกิดประโยชน์คุ้มค่าตามเป้าหมายหรือไม่
(2) ได้ดำเนินไปแล้วเสร็จตามแผนหรือไม่
(3) เกิดประสิทธิภาพตามแผนของโครงการหรือไม่
(4) การซ่อมบำรุงได้ทำอย่างถูกต้องตามมาตรฐานหรือไม่
(5) การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ได้ประสิทธิภาพ ทำให้คุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่
และที่เป็นหัวใจสำคัญยิ่ง (6) ที่กล่าวมาทั้งห้าข้อนั้น มีข้อกังวลว่ามีคอร์รัปชันหรือเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนในขั้นตอนใดหรือไม่ ทั้งเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างรวมถึงการซ่อมบำรุง และการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากร เพราะหากปรากฏว่ามีโครงการที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ หรือมีการใช้งานอย่างไม่เต็มความสามารถ ผลย่อมหมายถึงความไม่คุ้มค่าและความเสียหายเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับประชาชน
ข้อมูลและคำถามทั้งหมดนี้ควรมีการวิเคราะห์ ถอดบทเรียน และกำหนดมาตรการป้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิดช่องว่างจากการคอร์รัปชัน ก่อนที่จะลงทุนอีกมหาศาลต่อไป และยังประโยชน์ย่อมเกิดกับทุกฝ่ายแน่นอน หากมาร่วมมือกันคิดแก้ไขเสียแต่วันนี้ ไม่ต้องรอให้ทุกคนเดือดร้อนเสียก่อนแล้วมาชี้หน้าหาคนผิด
“การที่ท่านผู้ว่าฯ จัดสรรงบประมาณจำนวนมากและเลือกทิศทางการลงทุน ย่อมสะท้อนความตั้งใจของผู้บริหาร กทม. ว่าให้ความสำคัญกับปัญหาน้ำท่วมในทางป้องกัน แต่จะทำอย่างไรให้เกิดประสิทธิผลจริงในแง่การใช้เงินและดำเนินการแล้วเสร็จ ไม่ค้างคา จนประชาชนต้องเดือดร้อนเมื่อน้ำท่วม ถึงเวลาที่ผู้บริหาร กทม. จะต้องเร่งติดตามตรวจสอบโครงการเหล่านี้ด้วยก่อนตั้งงบประมาณใหม่เพื่อป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในอีกไม่นานนี้” ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ กล่าว
หมายเหตุ : การกำหนดประเภทและช่วงเวลาเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการศึกษา อาจจำแนกเหลื่อมล้ำไปบ้าง
ทั้งนี้ สามารถอ่านข้อมูลโครงการจัดซื้อฯ ได้ที่ https://docs.google.com/spreadsheets/d/1hpQ_SPLGf6ENzvwFMGMnG0Zsf10dESXY/edit?usp=sharing&ouid=117488885895780759135&rtpof=true&sd=true