นายแพทย์ชยนันท์ ยังระบุอีกว่า บุหรี่เถื่อนจะทำให้การควบคุมยาสูบมีความลำบากมากขึ้น เพราะเมื่อเราขึ้นภาษีเพื่อให้ลดดีมานด์ (Demand) หรือความต้องการซื้อ ด้วยการเพิ่มราคาบุหรี่ บุหรี่เถื่อนก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น ฉะนั้น การจัดการต้องทำควบคู่กัน คือ ต้องปราบปรามบุหรี่เถื่อน พร้อมกับควบคุมบุหรี่ที่ถูกกฎหมายไปด้วย และหากสามารถจัดการปัญหาบุหรี่เถื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยเพิ่มรายได้จากการจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบัน รายได้จากการจัดเก็บภาษีบุหรี่มีแนวโน้มลดลง โดยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อปี
นายแพทย์ชยนันท์ กล่าววว่า รายงานภาระทางเศรษฐศาสตร์จากโรคที่เกิดจากการบริโภคยาสูบในประเทศไทย พ.ศ.2567 มีตัวเลขมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์รวมจากการบริโภคยาสูบ สูงถึง 352,589 ล้านบาทต่อปี สูงกว่ารายได้ที่รัฐจัดเก็บได้จากภาษียาสูบถึง 6.8 เท่า โดยค่าใช้จ่ายทางตรงจากภาระโรคที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายนอกการแพทย์ อยู่ที่ประมาณ 59,019 ล้านบาทต่อปี ซึ่งยังไม่ได้รวมผลกระทบทางอ้อม เช่น การสูญเสียเวลา ค่าเสียโอกาสจากการขาดงาน รายได้ครัวเรือน และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร อยู่ที่ประมาณ 293,569 ล้านบาทต่อปี
“นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์เคยวิเคราะห์ว่า อัตราภาษีบุหรี่ที่สูงในระดับหนึ่งสามารถสร้าง “จุดที่เหมาะสม” (optimum point) ซึ่งช่วยให้อัตราการบริโภคลดลง ขณะเดียวกันรายได้ภาษีเพิ่มขึ้น แต่เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องมีมาตรการควบคู่ในการปราบปรามบุหรี่เถื่อน เพื่อไม่ให้กลไกภาษีสูญเสียประสิทธิภาพ” นายแพทย์ชยนันท์ กล่าว
ทั้งนี้ โครงสร้างภาษีบุหรี่ของไทย ปัจจุบันยังเป็นระบบ 2 ระดับ (2 Tier) ซึ่งมีผลต่อการแข่งขันด้านราคา ขณะที่จากการหารือกับกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิต มีแนวโน้มที่จะปรับไปสู่ระบบภาษีแบบอัตราเดียว (Single Tier)
นายแพทย์ชยนันท์ ยังเสนอแนวทางการป้องกัน ควบคุมยาสูบ โดยต้องดำเนินการอย่างบูรณาการใน 3 ด้าน ได้แก่ การสร้างความตระหนักรู้ว่าผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิดล้วนเป็นอันตราย และต้องรู้เท่าทันกลยุทธ์ของธุรกิจยาสูบ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ และเข้าสู่การเสพติดผลิตภัณฑ์ยาสูบ, การปราบปรามและสกัดกั้นบุหรี่ผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมขยายความร่วมมือไปยังภาคขนส่ง รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ถูกใช้เป็นช่องทางจำหน่ายด้วย และมาตรการทางกฎหมาย ต้องปรับกฎหมายให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์ และสามารถบังคับใช้ได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ
นายแพทย์ชยนันท์ ยังกล่าวถึงแนวคิด “บุหรี่ปีเกิด” หรือการกำหนดให้ประชาชนที่เกิดตั้งแต่ปีใดปีหนึ่งเป็นต้นไปไม่สามารถซื้อบุหรี่ได้ เป็นยาแรงที่ต้องการตัดไม่ให้มีการเริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่แรก ซึ่งขณะนี้ ยังเป็นนโยบายที่อยู่ระหว่างการศึกษา โดยนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กำลังพิจารณาความเป็นไปได้อย่างรอบด้านว่าเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยหรือไม่ และต้องประเมินอย่างรอบด้านว่าประเทศไทยสามารถดำเนินมาตรการได้มากน้อยแค่ไหน โดยพิจารณาว่าปัจจุบันประเทศไทยปราบปรามบุหรี่เถื่อนได้แล้วหรือยัง รวมถึงการพิจารณาถึงกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว เช่น ชาวไร่ยาสูบ จะมีมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนหรือไม่ หากยังไม่มีความพร้อมการดำเนินมาตรการก็อาจสร้างปัญหาตามมา
นายแพทย์ชยนันท์ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการควบคุมยาสูบแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2565-2570) ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การเสริมสร้างกลไกการดำเนินงาน การป้องกันนักสูบหน้าใหม่ การบำบัดรักษาผู้เสพติด การควบคุมส่วนประกอบ การสร้างสิ่งแวดล้อม และการจัดการด้านภาษีควบคู่กับการปราบปรามบุหรี่เถื่อน โดยมีกลไกการทำงานทั้งคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบระดับชาติ และระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเป็นฝ่ายเลขานุการ พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายและภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมสนับสนุนการทำงาน โดยในปี 2570 จะมีการสรุปผลการดำเนินงานของแผนชาติฉบับที่ 3 และเริ่มจัดทำแผนชาติฉบับที่ 4 โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่จะต้องให้ความสนใจมากขึ้นคือผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่
นายแพทย์ชยนันท์ ย้ำว่า การแก้ปัญหาบุหรี่ ทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่เถื่อน ไม่อาจจบเพียงการปราบปรามหรือสกัดกั้นการเข้าถึงเท่านั้น แต่ต้องช่วยให้ผู้ที่ติดนิโคตินและต้องการเลิกบุหรี่ เข้าถึงการรักษาได้จริง ซึ่งการใช้ยา ไซทิซีน (Cytisine) จากองค์การเภสัชกรรม (GPO) ที่บรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติในกลุ่มยาที่ใช้ช่วยเลิกบุหรี่ ถือเป็นมาตรการด้านการรักษาที่ช่วยให้ผู้ติดนิโคตินเข้าถึงการเลิกบุหรี่ได้จริง โจทย์สำคัญคือประชาชนจำนวนมากยังไม่รู้ว่ามีช่องทางดังกล่าว ขณะที่ผลิตภัณฑ์ช่วยเลิกบุหรี่บางประเภทกลับเข้าถึงได้ยากกว่าตัวบุหรี่เอง
“วันนี้บุหรี่สามารถหาซื้อได้ง่าย แม้แต่ในร้านสะดวกซื้อ แต่ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้คนเลิกบุหรี่กลับเข้าถึงได้ยากกว่า หากต้องการลดจำนวนผู้สูบอย่างจริงจัง จึงต้องทำควบคู่กัน ทั้งควบคุมการเข้าถึงบุหรี่ และทำให้ยาและเครื่องมือช่วยเลิกบุหรี่เข้าถึงได้ง่ายและมีราคาที่เหมาะสม” นายแพทย์ชยนันท์ กล่าว